“เว่ยหลิงเจ๋อ เจ้าคนวิกลจริต อย่าคิดโยนความผิดมาให้ข้า ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับนางแพศยานี่เลยสักนิด หากเจ้ากล้าทำร้ายข้า บิดาข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ เจ้าคอยดูเถอะ!”
ใบ้เอ้อให้บ่าวประคองตนหนีพลางด่าทอไม่หยุดปาก
เช่นนี้แล้ว เหล่าผู้คนที่ก่อนหน้านี้ยังสงสัยว่าเว่ยหลิงเจ๋อจงใจตีตัวออกห่างเพื่อเลี่ยงความครหาต่างก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป
ที่แท้ที่เว่ยหลิงเจ๋อเย็นชาต่อชุนสี่ ก็เพราะสงสัยว่านางคบคิดกับคนนอก จงใจยุแหย่ให้แตกแยกกันนั่นเอง
ก็จริง ด้วยคู่หมั้นงามสง่าเลิศเลอเช่นนั้นอยู่ตรงหน้า คุณชายใหญ่เว่ยจะไปหลงใหลสาวใช้ต่ำต้อยได้อย่างไร ที่ก่อนหน้านี้พานางไปงานเลี้ยงอยู่เสมอ ก็คงจงใจจะยั่วให้อีกฝ่ายหึงหวงกระมัง
“คุณชายใหญ่เว่ยเข้าใจผิดแล้ว หม่อมฉันกับคุณชายเย่ไม่มีทางพัวพันกันโดยเด็ดขาด ภายหน้าก็จะสำนึกในบุญคุณของสกุลเว่ย มิกล้าทรยศต่อนายเก่า”
ปลายกระบี่จ่อคอหอย ชุนสี่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะโขกศีรษะขออภัย
ยื้อยุดอยู่ครู่หนึ่ง เซียวชิงเหอก็เอ่ยว่า “ท่านพี่เว่ย ข้าเชื่อว่านางชุนสี่บริสุทธิ์”
เว่ยหลิงเจ๋อเก็บกระบี่ เปล่งวาจาเย็นชาออกมาคำหนึ่ง “ไสหัวไป!”
ชุนสี่คลานหนีอย่างไม่คิดชีวิต
วิ่งไปได้ไกลมาก นางจึงกล้าหยุดพักหายใจ
กลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้งในจมูก หน้าลำคอก็ยังเหมือนมีคมดาบจ่ออยู่ แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น นางยกมือเช็ดหน้า สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น
ยังดีที่นางไม่หลั่งน้ำตาออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย
นางเดินช้าลง เกรงว่าจะพบกับเว่ยหลิงเจ๋อและพวกอีกตอนกลับเข้าเมือง จึงเลือกเดินทางเล็ก
แต่นางไม่ค่อยได้ออกนอกเมือง ไม่ชินทาง เดินไปเดินมากลับหลงทาง กว่าจะกลับมายังถนนหลวงได้ก็มืดสนิทแล้ว
แม้อากาศจะอุ่นขึ้น แต่กลางคืนก็ยังหนาวนัก ชุนสีกอดอก ท้องก็ร้องประท้วง ทั้งเหนื่อยทั้งหิว
ความน้อยเนื้อต่ำใจแผ่ซ่านไปในรัตติกาลอันไร้ขอบเขต
หลังจากเว่ยหลิงเจ๋อบาดเจ็บก็ได้สังหารบ่าวรับใช้ไปหลายคน คนในจวนไม่มีใครกล้าไปรับใช้ที่เรือนหลิงเฟิง เงินเดือนของชุนสี่ล้วนส่งกลับบ้าน ไม่มีเงินเอาใจผู้ดูแล จึงถูกโยกย้ายไปที่นั่น
คืนแรกนางก็ถูกเว่ยหลิงเจ๋อขว้างศีรษะแตก แต่โชคดีที่นางไม่ตาย จึงยังคงรับใช้ต่อไป
สกุลเว่ยไม่ขาดสาวใช้ เว่ยหลิงเจ๋อสังหารไปคนหนึ่ง ก็หาใหม่มาทดแทนได้ทันที ชดใช้เงินให้มากขึ้นหน่อย ก็ไม่มีใครมาก่อเรื่อง
ชุนสี่ไม่อยากตาย ได้แต่ใช้สมองจนสุดความสามารถปรนนิบัติอย่างเต็มที่
นางจำฐานะของตนได้เสมอ ไม่กล้าคิดเพ้อเจ้ออื่นใด ยิ่งไม่กล้าช่วงชิงสิ่งใดกับคุณหนูคู่หมั้นในอนาคต
ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจว่านางคิดอะไร
จมูกเริ่มแสบลึก ร้อนผ่าวขึ้นถึงดวงตา ชุนสี่กำลังจะร้องไห้อีกครั้ง ทว่ากลับมีเสียงกระดิ่งใสกังวานดังมาจากความมืด
ยามนี้ดึกมากแล้ว หมอกหนาลงจัด แสงไฟสองกลุ่มลอยมาจากม่านหมอก โดยไร้ที่มา ประกอบกับเสียงกระดิ่ง ช่างประหลาดจนน่าขนพองสยองเกล้า
อะไรกำลังมา?
ชุนสี่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความโศกเศร้าพลันหายวับ คว้าหินก้อนหนึ่งจากพื้นขึ้นมากำไว้
แสงไฟเคลื่อนมาถึงตรงหน้าในไม่ช้า
เป็นรถม้า
ชุนสี่ถอนหายใจโล่งอก วิ่งพรวดออกไปขวาง “หยุดรถ!”
“โอ๊ะ! ผีหลอก!”
คนขับรถตกใจร้องตะเบ็งเสียง ไม่เพียงไม่หยุดรถ แต่ยังเฆี่ยนม้าอย่างแรงเร่งความเร็วผ่านไป ถ้ามิใช่ชุนสี่หลบได้เร็ว ก็คงกลายเป็นวิญญาณใต้กีบม้าไปแล้ว
แสงไฟสองกลุ่มมาเร็วไปเร็วเช่นกัน ชุนสี่โยนหินทิ้ง เดินต่อไป
ไม่นานนัก รถม้าคันนั้นกลับวกกลับมาอีก
ดวงตาชุนสี่เป็นประกาย รีบเข้าไปใกล้ “ข้าไม่ใช่ผี ข้าเป็นคน ข้าออกมาเที่ยวนอกเมืองกับผู้อื่น แล้วหลงทางโดยไม่ทันระวัง พวกท่านพาข้าไปส่งด้วยได้หรือไม่ ข้าจ่ายเงินให้ได้”
“เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ใช่ผี? อีกอย่างในเมื่อเจ้าออกมาเที่ยวกับผู้อื่น เหตุใดจึงไม่กลับไปกับพวกเขา?”
คนขับรถยังไม่หายตกใจ ยกดาบคมวาวเล่มใหญ่ชี้มาที่ชุนสี่ เพียงแต่มือสั่นเทาอย่างรุนแรง ไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม
ชุนสี่กำลังจะอธิบาย ทว่าภายในรถม้ากลับมีเสียงทุ้มหนักแน่นดังออกมา “ขึ้นมา”
“ขอบพระคุณคุณชายยิ่ง คุณชายทำความดีได้ดี จะต้องมีวาสนายืนยาว ทุกสิ่งราบรื่นแน่เทียว”
ชุนสี่พูดพลางปีนป่ายขึ้นไปทั้งมือทั้งเท้า
นางรู้กาลเทศะ จะไม่เข้าไปข้างในรถ นั่งเพียงที่คานหน้ารถด้านนอกก็พอ แต่ปีนไปได้ครึ่งหนึ่ง กลับคว้าถูกสิ่งที่เย็นเฉียบ
บนรถแขวนโคมไฟไว้สองดวง อาศัยแสงสลัวราง ชุนสี่เห็นคนนอนอยู่บนคานหน้ารถ มือของนางกำลังจับข้อเท้าอีกฝ่ายเพื่อปีนขึ้นไป
คนผู้นี้นอนราบ ท่อนล่างอยู่นอกตัวรถ ท่อนบนซ่อนอยู่หลังม่าน ถูกนางจับข้อเท้าก็ไม่มีปฏิกิริยาใดเลย
ซ้ำฝ่าเท้าที่สัมผัสยังเย็นเยียบ และออกจะแข็งด้วย
มีศพอยู่บนรถม้า!
โอ๊ะ!
หินของนางเล่า?
หินก้อนใหญ่หนักที่เก็บเมื่อครู่นี้เล่า?
ชุนสี่เข่าอ่อนทันที ก้าวเหยียบพลาด คางกระแทกกับคานหน้ารถ
วินาทีต่อมา ม่านรถถูกยกขึ้นด้วยมือใหญ่เรียวนิ้วยาว เผยให้เห็นใบหน้าหล่อคมคายน่าเกรงขาม
คิ้วเข้มดุจมีด สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบางเฉียบได้รูป แม้สีหน้าจะเย็นชาเคร่งขรึม แต่กลับให้ความรู้สึกเที่ยงธรรมผ่าเผย
ชุนสี่กุมคาง พลันหวาดกลัวน้อยลงไปถนัดใจ
นางกำลังจะปีนขึ้นใหม่ ชายผู้นั้นโน้มตัวลง ยื่นมือมาให้ ชุนสี่รีบจับมือเขาทันที
ชั่วพริบตาต่อมา ร่างทั้งร่างถูกลากขึ้นรถเหมือนลูกเจี๊ยบ
รถม้าที่นั่งเดี่ยวคันนี้คับแคบ ศพผู้นี้ยังนอนอยู่ได้แค่ครึ่งตัว ชุนสี่เข้ามาแล้วยิ่งรู้สึกเบียดเสียด
นางท่องนะโมตามหาคุณในใจสองหนก่อนจะเหยียบศพลงนั่ง
ภายในรถมืดสนิท มีเพียงยามม่านรถแกว่งไหวจึงได้เห็นแสงสลัวๆ รางๆ เล็ดลอดเข้ามา ทั้งคนสองคนและศพหนึ่งศพอยู่ด้วยกันเช่นนี้ ช่างน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ชุนสีคลึงแขนไปมา กำลังจะเอ่ยขอบคุณ ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับเอ่ยขึ้นก่อน “สำนักต้าลี่กำลังสืบสวนคดี เจ้าไม่ต้องกลัว”
ที่แท้ก็เป็นคุณชายขุนนาง มิน่าถึงมีจิตใจเที่ยงธรรมนัก
ชุนสี่จึงตอบว่า “ท่านใต้เท้ามีจิตเที่ยงธรรม ดึกดื่นป่านนี้ยังขมีขมันจัดการกิจราชการ นับเป็นบุญของราษฎร เป็นโชคของแผ่นดิน การที่หม่อมฉันได้ร่วมรถม้าเดียวกับท่านเป็นวาสนาของหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่กลัวแม้แต่น้อย”
“…”
ชุนสี่เดินทางมาเกือบทั้งวัน เหนื่อยล้าจนถึงขีดสุดแล้ว พอประจบเสร็จนางก็ผ่อนคลายลงทั้งร่าง
ความง่วงหลั่งไหลโหมกระหน่ำมา ชุนสี่เอนกายพิงผนังรถม้าหลับไปในไม่ช้า แล้ว…เกิดเสียงกรนเบาๆ
เฉินชิงยวนที่นั่งอยู่ตรงข้ามแววตาหายากปรากฏความแปลกใจขึ้นมาชั่วขณะ
ถึงกับหลับไปได้?
ไม่นาน รถม้ามาถึงหน้าประตูเมือง
เสียงเปิดประตูอันหนักอึ้งปลุกชุนสี่ให้ตื่น นางตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่สองที บังคับให้สติกลับคืน “ขอบพระคุณท่านมาก หม่อมฉันขอลงที่นี่ก็พอแล้ว”
“ยามค่ำมียามออกตรวจตรา เจ้ารับมือไม่ได้ ข้าจะไปส่งเจ้า”
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านมากเกินไปแล้ว”
ชุนสี่รีบแจ้งที่อยู่ เพียงธูปเดียว รถม้าก็หยุดตรงปากถนนที่คุ้นเคย
คนที่บ้านหลับไปนานแล้ว ชุนสี่ตะโกนเรียกอยู่พักใหญ่ หวังชื่อจึงคลุมเสื้อถือตะเกียงน้ำมันออกมาเปิดประตู เกือบถูกชุนสี่ทำให้ตกใจตาย ชุนสี่รีบเอามือปิดปากนาง
เข้ามาในบ้าน ชุนสี่เห็นตนผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้ายังมีรอยเลือดถูกลวกๆ เลอะเทอะ ดูราวกับผีผู้หญิงจริงๆ
หวังชื่อยังไม่หายใจสั่น “ไอ้เด็กสมควรตายนี่วิ่งไปไหนมา ทำตัวเช่นนี้คิดจะทำให้ข้าตกใจตายรึ ถึงกับไม่กลัวทหารยามพบเข้าแล้วเอาชีวิตเจ้าไป!”
ชุนสี่ไม่สนใจหวังชื่อ จิตใจหวั่นไหว
ท่านใต้เท้าสำนักต้าลี่นั่นเป็นคนดีแท้ เหตุไฉนจึงได้ใจดีเช่นนี้!