“ด้านหลังยังมีตัวหนังสือด้วยเหรอ?”
หลินเซิ่งตงก้มดูแผ่นกระดาษพับสี่เหลี่ยมในมือ เห็นตัวอักษรด้านหลังเขียนเอียงกระเท่เร่ ราวกับรอยทางของไส้เดือน พอมองออกเลือนรางว่าเป็นคำว่า ‘คุ้มกาย’ เขาก็วิจารณ์ว่า
“ลายมือห่วยชะมัด เด็กประถมยังเขียนสวยกว่านี้อีก”
อันที่จริง จะโทษกู่ยวี่ก็ไม่ได้
เธอเพิ่งมาอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน แม้จะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทำให้อ่านตัวหนังสือออก แต่พอให้เขียนเองก็ยังไม่ค่อยคล่องนัก
ถูเซิ่งมองกระดาษพับในมือ ก่อนหันไปถามชางโม่ “กู่ยวี่ทำเหรอ?”
“ยันต์” ชางโม่พยักหน้าตอบ
“อะไรนะ?”
หลินเซิ่งตงมองชางโม่อย่างตกตะลึง คิดว่าตัวเองคงได้ยินผิดไป
“หัวหน้าทีม ยันต์อะไรเหรอ?” เผิงซิงเองก็แทบไม่อยากเชื่อ นี่ไม่ใช่ของในนิยายแฟนตาซีหรอกหรือ?
ถูเซิ่งถามต่อ “ยันต์แบบที่เห็นในทีวี แล้วเรียกลมเรียกฝนได้หรือเปล่า?”
“ก็อย่างที่พวกนายคิดนั่นแหละ นี่คือยันต์คุ้มกาย ใช้รับการโจมตีได้หนึ่งครั้ง” ชางโม่อธิบาย ก่อนหันไปกำชับทั้งสามคนอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ห้ามให้คนที่หกรู้เด็ดขาด”
“รับทราบครับ หัวหน้า”
ทั้งสามยืดตัวตรง ตอบชางโม่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างกัน
จากนั้นทั้งสามก็พลิกดูแผ่นกระดาษพับในมืออย่างละเอียด ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นแค่กระดาษธรรมดา มองไม่เห็นอะไรพิเศษเลยสักนิด
“หัวหน้า นี่เป็นยันต์จริง ๆ เหรอ?” เผิงซิงยังรู้สึกไม่ค่อยเชื่อ
หลินเซิ่งตงพยักหน้าคล้อยตาม “ทำไมไม่เหมือนที่ผมเคยเห็นในทีวีเลยล่ะ?”
