“อืม”
น้ำเสียงของชางโม่เรียบเฉย แม้จะรู้ว่าคำพูดของกู่ยวี่มีส่วนเกินจริงอยู่บ้าง เขาก็ยังเอื้อมมือไปโอบเธอไว้ ให้ยืนได้สบายขึ้น
หลังได้รับข่าวจากลั่วจาง ชางโม่ก็เป็นห่วงว่ากู่ยวี่จะถูกกลั่นแกล้ง จึงรีบมาที่นี่ทันที
พอมาถึงก็ได้ยินเรื่องที่ว่าการช่วยคนต้องใช้พลังชีวิต ชางโม่แทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
เรื่องใหญ่ขนาดช่วยคนแล้วอายุขัยจะลดลง เธอกลับไม่บอกเขา เขาโกรธมาก
การปรากฏตัวของเขาทำให้สถานการณ์ในที่นั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย
คนฉลาดย่อมมองออกว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร หากพลังพิเศษของกู่ยวี่ไม่ใช่แบบพิเศษ วันนี้ไม่ว่าเธอจะช่วยคนหรือไม่ช่วย ก็คงไม่มีทางลงเอยด้วยดี
ถ้าอยากได้ชื่อเสียงที่ดี เธอก็ต้องเหนื่อยแทบขาดใจ วิ่งวุ่นจนหมดแรง แถมยังมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้อะไรตอบแทน
หากใจแข็งไม่ช่วยคน ผู้มีอำนาจในฐานที่มั่นอาจไม่ว่าอะไร
แต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างล่ะ มีใครบ้างที่ไม่แอบเอาไปพูดลับหลังสักสองสามคำ หาว่าเธอเลือดเย็นไร้หัวใจ
เมื่อเห็นสีหน้าของชางโม่ไม่สู้ดี ทุกคนในที่นั้นต่างมองหวังโหย่วจื้ออย่างสะใจ
คิดจะสร้างภาพเป็นลูกกตัญญู สุดท้ายกลับเล่นงานตัวเอง แถมยังล่วงเกินผู้มีพลังพิเศษที่เก่งที่สุดสองคนในฐานที่มั่นพร้อมกัน
โง่หรือเปล่าเนี่ย?
ในตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าใครจู่ ๆ ก็ถามขึ้นมา
“หวังโหย่วจื้อ รีบช่วยพ่อแกสิ ดูท่าเขาจะหายใจออกอย่างเดียว ไม่มีแรงหายใจเข้าแล้ว”
“ใช่! แผลพ่อแกหนักกว่า รอช้าไม่ได้แล้ว”
แม้ทุกคนจะเตือน หวังโหย่วจื้อก็ไม่สนใจ เขาเพียงคุกเข่าข้างพ่อแล้วร้องไห้ไม่หยุด
เขาทำใจไม่ได้
การช่วยคนหมายถึงต้องเสียอายุขัยไป 18 ปี เดิมทีเขาก็ใกล้จะอายุ 30 อยู่แล้ว หากเสียอายุขัยไปอีก 18 ปี ก็จะเข้าสู่วัยกลางคนทันที
