โอ๊ย สวรรค์ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?
ไม่ใช่แค่ป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รองเท่านั้น สายตาของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าชายหญิงเด็กหรือแก่ ซึ่งเมื่อครู่จับจ้องอยู่ที่น้ำแกงผักป่าหมูเส้น ต่างก็หันมามองสองผัวเมียบ้านหลินเหล่าซื่อ
พอเห็นเท่านั้นแหละ ลูกตาแทบถลน ปากอ้าค้างกันเป็นแถว
พวกเขาเคยเห็นหลินเหล่าซื่อกับภรรยาอยู่ในสภาพแบบนี้เสียที่ไหน ปกติเวลาทำงานทั้งคู่จะอ่อนระโหยโรยแรง แต่พอไม่ต้องทำงานกลับกระปรี้กระเปร่ากันดี
ป้าสะใภ้รองเป็นคนปากไว พูดรัวเป็นชุดราวกับปืนกล
“คุณพระช่วย ทำไมพอตื่นขึ้นมาถึงกลายเป็นแบบนี้ล่ะ เมื่อคืนสองคนไม่ได้นอนแล้วไปทำอะไรกันมาเนี่ย น้องสี่ ตาบวมเหมือนคางคกจนหรี่เหลือเป็นเส้นแบบนั้น ยังมองเห็นอยู่ไหม?
“เมื่อวานน้องสี่กับน้องสะใภ้สี่ก็ยังดี ๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ แม่บอกว่าพวกเธอไม่สบาย นอกจากตาบวมมากกับดูไม่ค่อยมีแรง ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกตินี่”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หลินเหล่าซื่อกับหลี่ชุนซิ่งคงไม่ยอมให้พี่สะใภ้รองพูดเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว แต่วันนี้ทั้งคู่ไม่มีอารมณ์จะต่อปากต่อคำกับเธอเลย
น้องสาวของหลินเหล่าซื่อไม่พอใจกับคำพูดของพี่สะใภ้รอง “พี่สะใภ้รองพูดอะไรไม่น่าฟังเลย คางคกอะไรกัน พูดถึงคนแบบนี้ได้ยังไง พี่สี่กับพี่สะใภ้สี่ไม่สบายอยู่แล้วก็ยิ่งรู้สึกแย่ พี่สะใภ้รองพูดให้น้อยหน่อยเถอะ”
พี่รองหลินเห็นภรรยาทำท่าจะพูดต่อ จึงรีบดึงเธอไว้ “เหล่าซื่อ พี่สะใภ้รองไม่ได้เจตนาร้ายหรอก แค่เป็นห่วงพวกเธอสองคน”
“ใช่ ๆ ฉันเป็นห่วงพวกเขานี่แหละ” ไม่รู้ทำไม พอออกจากปากป้าสะใภ้รองกลับฟังคล้ายกำลังหัวเราะเยาะ
ลุงใหญ่หลินกล่าวอย่างสุขุม “มีเรื่องลำบากอะไรก็บอกมา พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะได้ช่วยกันคิดหาทางออก”
