ภาพความทรงจำพลันหลั่งไหลเข้ามาในห้วงคิด ราวกับลมบ้าคลั่งพัดกระหน่ำจนศีรษะของสวีตงเหลียนปวดแปลบเล็กน้อย
คืนฝนตกหนักเมื่อสามปีก่อน
โจวกุ้ยฮวากวาดข้าวในไหจนเกลี้ยง นำอาหารเพียงอย่างเดียวที่มีในบ้านติดตัวไป โดยไม่สนใจคำวิงวอนและคำรั้งรอของนางแม้แต่น้อย ก่อนจากบ้านไป
“กุ้ยฮวา อย่าไปเลย”
“ตุนจื่อ หลานรักของย่า อย่าไปเลย”
น้ำฝนเย็นเยียบราวน้ำแข็ง ท้องฟ้ามืดครึ้มจนชวนอึดอัด
นางถูกผลักจนล้มลงในแอ่งโคลน ท่ามกลางม่านฝนพร่ามัว โจวกุ้ยฮวาจูงตุนจื่อจากไปอย่างเด็ดขาด ไร้เยื่อใยแม้แต่น้อย
“ท่านย่า”
ผิงผิงโผเข้าหาอ้อมอกนาง ส่วนจู้จื่อที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่เดือนร้องไห้จ้าอยู่บนเตียงด้วยความหิว
ฝนกระหน่ำอย่างไร้ปรานี ยามรุ่งสางในฤดูฝนหนาวเหน็บจนแทบขาดใจ
แต่สิ่งที่ทำให้นางหนาวเหน็บในใจยิ่งกว่าคือความไร้หัวใจของโจวกุ้ยฮวาที่ไม่ไยดีความเป็นความตายของพวกเขา
บุตรชายคนที่สามออกรบไปสามปีแล้วยังไม่กลับมา โจวกุ้ยฮวาก็ไปพัวพันกับคนจากหมู่บ้านข้างเคียง หลายปีมานี้ นางขายข้าวของทุกชิ้นในบ้านที่พอจะขายได้ ขนอาหารและเมล็ดพันธุ์ที่สวีตงเหลียนเก็บหอมรอมริบอย่างยากลำบากไปจนหมด แล้วจากไปกับชายคนใหม่อย่างไร้เยื่อใย
สวีตงเหลียนอุ้มผิงผิงที่ตัวเย็นแข็งกลับเข้าบ้าน ก่อไฟอาบน้ำให้เด็กน้อย แล้วกล่อมจู้จื่อที่หิวจนข่มตาหลับไม่ลงให้เข้านอน
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น นางนั่งอยู่ข้างเตียง มองหลานทั้งสองกับไหข้าวที่ว่างเปล่า แล้วสิ้นหวังเพียงใด
สวีตงเหลียนรู้สึกถึงรสคาวขมในปาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกลมพัดหรือไม่ ดวงตาจึงแสบขึ้นเล็กน้อย
นางถอนใจเบา ๆ ดึงความคิดกลับออกมาจากห้วงความทรงจำ
แล้วหันไปมองคนทั้งสามที่อยู่ไม่ไกล
ชายคนนั้นชื่อฉางต้าหนิว เป็นบุตรชายคนโตของบ้านคนฆ่าสัตว์ในหมู่บ้านข้างเคียง บัดนี้ก็เป็นคนฆ่าสัตว์เช่นกัน รูปร่างเตี้ยอ้วน เทียบกับบุตรชายคนที่สามของนางไม่ได้แม้แต่น้อย
ข้างกายเขามีหญิงคนหนึ่ง รูปร่างปานกลางค่อนไปทางผอม ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย เสื้อผ้ามีรอยปะ แต่ยังสะอาดสะอ้าน หน้าตาสะสวย ทว่าคิ้วตากลับดูใจแคบ นางคือโจวกุ้ยฮวา อดีตสะใภ้ของสวีตงเหลียน
