หลังตกลงกับเหลาหม่าเรียบร้อย สวีตงเหลียนก็บอกที่อยู่โกดังที่จะให้โรงงานอิฐจัดส่งแก่หัวหน้าคนงาน พวกเขาจะนำของไปส่งในบ่ายวันนี้ คาดว่าพรุ่งนี้เช้าก็น่าจะตรวจรับได้แล้ว
หลังออกจากโรงงานอิฐ สวีตงเหลียนกับโจวผิงก็เดินผ่านร้านที่เคยสั่งทำรถเข็นขายอาหารเมื่อครั้งก่อน เจ้าของร้านจำพวกนางได้
เขาจึงเรียกให้พวกนางเข้าไปดู บอกว่ารถเข็นขายอาหารทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้กำลังจะโทรเรียกให้มาดูอยู่พอดี นึกไม่ถึงว่าจะมาเสียก่อน
เข้าไปดูสักหน่อยก็ดี หากมีส่วนใดต้องแก้ไข จะได้พูดคุยกันสะดวก
สวีตงเหลียนสั่งทำรถเข็นขายอาหารที่ใช้ล่อเทียมลาก เป็นการสั่งทำทั้งคัน เมื่อเทียบกับการดัดแปลงรถสามล้อธรรมดา การสั่งทำทั้งคันกลับง่ายกว่าเล็กน้อย
เพราะไม่ต้องคำนึงถึงเครื่องยนต์หรือระบบส่งกำลังซึ่งมีโครงสร้างซับซ้อน โครงรถกับตัวรถสามารถใช้เหล็กเชื่อมขึ้นรูปได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับแบบรถที่มีอยู่เดิม
ดังนั้นจึงใช้เวลาน้อยกว่าที่คาดไว้
พอสวีตงเหลียนเห็นรถคันนี้ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย รถคันนี้ช่างงดงามจริง ๆ
ตัวรถทำจากสเตนเลสทั้งคัน ตู้รถเป็นทรงสี่เหลี่ยม เมื่อเปิดออกจะมีผ้าใบกันฝนยื่นออกมาส่วนหนึ่ง ส่วนเคาน์เตอร์สำหรับตั้งแผงขายเป็นตู้แบบเลื่อนยืดได้ เมื่อดึงตู้เปิดออกก็จะกางขาค้ำยันลงบนพื้น พอเก็บขาค้ำยัน ตู้ก็เลื่อนกลับเข้าไปเอง
ภายในตู้มีช่องสเตนเลสเรียงกันเป็นช่อง ๆ ด้านบนครอบด้วยแผ่นอะคริลิกที่เลื่อนเปิดปิดได้ ลูกค้าจึงเลือกวัตถุดิบได้สะดวก ทั้งยังป้องกันฝุ่นกับแมลงบินเข้าไป
ด้านในมีพื้นที่ให้คนยืนได้หนึ่งคน มีเก้าอี้พับหนึ่งตัว และตู้เก็บอาหารอีกหลายใบ
ช่องเก็บของด้านข้างมีเก้าอี้พับอยู่หลายตัวกับโต๊ะพับหนึ่งตัว ลูกค้าจะได้นั่งกินอาหารข้างแผงได้สะดวก
ใต้รถเข็นมีล้อสี่ล้อ ด้านหน้ามีด้ามจับยื่นออกมา ใช้ผูกเชือกให้ล่อลากรถได้ ล้อหน้าหมุนได้รอบทิศทางจึงเลี้ยวสะดวก ส่วนล้อหลังมีเบรกมือเพื่อป้องกันยางลื่นไถล
ช่างคิดได้แยบยลจริง ๆ!
สวีตงเหลียนยิ่งมองก็ยิ่งชอบ รถคันนี้ดูไม่ใหญ่ แต่คล่องตัวมาก คนเดียวก็เข็นใช้งานได้โดยไม่เหนื่อย
“แบบนี้ดีแล้ว ไม่ต้องแก้ไข!” สวีตงเหลียนกล่าว
