“พอเลย! นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงสักหน่อย!”
ที่ตรงนั้นอยู่ไกลจากฉู่เหยาที่สุด คิดว่าเขาดูไม่ออกหรือไง?
เฮ่อหลิ่นไม่หลงกลหลู่ซีเหนียน เขานั่งลงข้างซ้ายมือของฉู่เหยาทันที
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคนคือ ทันทีที่เฮ่อหลิ่นนั่งลง มู่หยุนซีก็ขยับไปนั่งอีกด้านของฉู่เหยา
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงชั่วขณะ อีกสามคนที่เหลือจ้องมู่หยุนซี ราวกับกำลังรอให้เจ้าตัวรู้ตัวเสียทีว่าบรรยากาศไม่ชอบมาพากล
ผ่านไปไม่กี่วินาที มู่หยุนซีจึงเงยหน้าขึ้นมองทุกคนด้วยความสงสัย จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานว่า “ห้องแล็บยังจัดเตรียมไม่เรียบร้อย เดี๋ยวเรายังต้องคุยกันอีกหน่อย”
หลู่ซีเหนียนทำหน้าเอือมระอาทันที ก่อนจะดึงเก้าอี้ออกมานั่งอย่างไม่เต็มใจนัก
ส่วนมู่หยุนเฉิงเท้าคาง มองสลับไปมาระหว่างมู่หยุนซีกับฉู่เหยา
เขารู้สึกว่าพี่ชายตัวเองดูแปลก ๆ
พออาหารมาเสิร์ฟครบ มู่หยุนเฉิงก็พูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “วันนี้พวกเราดันมาเจอกันพร้อมหน้า กลับกลายเป็นเสียเวลาเสียอย่างนั้น! ถ้าจัดสภาพแวดล้อมในห้องแล็บไม่เสร็จวันนี้ ผมกับอาเหนียนก็มาเสียเที่ยวสิ?”
พูดจบก็หันไปถามมู่หยุนซีว่า “พี่ วันนี้พวกพี่จะยุ่งเสร็จตอนไหน?”
“ช่วงนี้ฉู่เหยาทำแค่งานคัดเลือกพันธุ์ในห้องแล็บ น่าจะเสร็จภายในสองชั่วโมงหลังมื้ออาหาร”
หลู่ซีเหนียนเห็นอย่างนั้นก็รีบพูดว่า “ส่วนของฉันก็เสร็จเร็วเหมือนกัน คุยกันแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็พอ”
พอพูดจบ เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าติดกับเข้าแล้ว
