“ก็เพราะองค์ประกอบภาพกับฉากหลังธรรมดาเกินไป ถึงต้องแต่งเติมทางศิลปะไงล่ะ!”
ฉู่เหยาชี้ไปที่รูปถ่ายแล้วพูดว่า “ฉันอยากให้ฉากหลังเป็นบริเวณริมสนามขี่ม้า แบบนี้ในภาพก็จะมีต้นไม้สักสองสามต้น แล้วก็เห็นอาคารอยู่ไกล ๆ ด้วย ส่วนตัวแบบ ฉันอยากให้คนหนึ่งอยู่ตรงกลางด้านล่าง อีกคนอยู่ตรงมุมขวาล่าง...”
ท่าทางตั้งอกตั้งใจคิดของเธอยิ่งทำให้มู่หยุนเฉิงตระหนักว่า เฮ่อหลิ่นแตกต่างจากคนอื่นมากแค่ไหน
แต่ในเมื่อเขารับปากฉู่เหยาแล้วว่าจะสอนเธอ ก็จะทำส่ง ๆ ไม่ได้
ไม่อย่างนั้น ด้วยนิสัยของฉู่เหยา เธอต้องโกรธเขาแน่
มู่หยุนเฉิงจึงได้แต่ข่มความขมขื่นในใจ แล้วสอนฉู่เหยาร่างโครงและวาดภาพร่าง
เขามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของฉู่เหยาที่กำลังจดจ่อ ทว่าความรู้สึกในใจก็ซับซ้อนเหลือเกิน
ด้านหนึ่งเขาอิจฉาเฮ่อหลิ่น แต่อีกด้านก็จำต้องยอมรับว่า เรื่องทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะเดิมทีเขามักขลุกอยู่ในห้องวาดภาพ ไม่ค่อยปรากฏตัวที่โรงเรียน
หากเฮ่อหลิ่นไม่ได้พาฉู่เหยาเข้ามาในแวดวงนี้ก่อน เขาอาจไม่มีวันได้รู้จักฉู่เหยาเลยตลอดชีวิต
แต่การรู้ด้วยเหตุผลก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนจะยอมรับได้อย่างปลอดโปร่งใจหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ พอมู่หยุนเฉิงกลับถึงบ้านในวันนั้น อารมณ์ของเขากลับไม่ดีเหมือนก่อนออกไป
ทว่าเมื่อเทียบกับคนรุ่นเยาว์หลายคนแล้ว ค่ำคืนของผู้อาวุโสบางคนในวันนั้นช่างแสนวิเศษ
“คุณหลี่ เพื่อความยุติธรรม คุณเห็นแผลของฉันแล้ว ไม่คิดว่าฉันก็ควรได้ดูแผลของคุณบ้างหรือคะ?”
