ขณะนี้แขกที่มาร่วมงานเลี้ยงเกือบทั้งหมดต่างมารวมตัวกันแล้ว พอได้ยินคำพูดของเหวินเสวียยวน ทุกคนก็อดกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ไม่ได้
“รังแกเด็กสาวคนหนึ่งแบบนี้มันได้อะไรขึ้นมา…”
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะไม่เอาประธานเพย แล้วไปยั่วยวนลูกชายเขาแทน”
“พูดก็พูดเถอะ แต่เด็กสาวคนนี้ก็หุนหันพลันแล่นเกินไปจริง ๆ คนของตระกูลเพยใช่คนที่เธอจะไปล่วงเกินได้หรือ? คำขู่ของอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดเล่นเสียหน่อย…”
“ยังเด็กเกินไปจริง ๆ”
คนในงานมีมากเกินไป คนที่พูดซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน พูดเสียงเบาจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
ฉู่เหยาดูเหมือนจะถูกคำขู่ของเหวินเสวียยวนทำให้ตกใจ เธอหันไปมองเพยอวี่แวบหนึ่ง คล้ายตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว ก่อนจะก้าวออกมายืนข้างหน้า
“ฉันไม่กลัว! ต่อให้ฉันกับเพยอวี่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย สิ่งที่ผิดก็ไม่มีวันกลายเป็นสิ่งที่ถูก!”
เพยอวี่มองเด็กสาวที่เหมือนลูกนกตัวน้อยกำลังฝืนใจยืนขวางอยู่ตรงหน้าเขา แล้วยื่นมือไปจับมือเธอ ประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน
“ไม่มีวันนั้นหรอก”
ฉู่เหยามีกำลังใจขึ้นมาทันที เธอเชิดหน้าตั้งอกพูดอย่างองอาจ “ได้ยินแล้วใช่ไหม? ฉันไม่กลัวพวกคุณหรอก!”
เพยเหยียนเช่อโกรธจนตัวสั่น แม้แต่มือที่ชี้ไปยังเพยอวี่ก็ยังสั่นระริก
“ไอ้ลูกอกตัญญู! แกเห็นหัวฉันที่เป็นพ่อบ้างไหม?”
“แล้วคุณล่ะ? คุณเคยเห็นหัวผมกับแม่บ้างหรือเปล่า?”
ใบหน้าของเพยอวี่เย็นชาเสียจนแทบจะแข็งเป็นน้ำแข็ง “ตอนที่คุณมีลูกกับเมียน้อย แม่ของผมกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงจนต้องนอนติดเตียง! คุณรับปากว่าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านทั้งวัน แต่กลับแอบไปหาผู้หญิงคนนี้กลางคัน จนไม่มีใครคอยดูแลแม่ผมและทำให้ท่านกรีดข้อมือฆ่าตัวตาย! หลายปีมานี้ตั้งแต่ท่านเสียไป คุณเคยไปเยี่ยมหลุมศพท่านสักครั้งไหม?”
