“คุณน้าหลี่ก็มากินข้าวที่นี่ด้วย...”
เฮ่อหลิ่นพึมพำ พอหันกลับมาก็พบว่าฉู่เหยาทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้น เธอจูงเขาเดินตรงเข้าไปในร้านอาหารส่วนตัว
“เราเข้าไปกันก่อนเถอะ! ฉันหิวนิดหน่อยแล้ว”
เฮ่อหลิ่นจึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วไปยังห้องส่วนตัวที่จองไว้พร้อมกับฉู่เหยา
นี่เป็นร้านอาหารสร้างสรรค์ที่ผสมผสานอาหารจีนกับอาหารตะวันตกเข้าด้วยกัน หลังจากทั้งคู่สั่งอาหารแล้ว พนักงานก็นำอาหารว่างเรียกน้ำย่อยมาวางให้ ก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
คราวนี้เฮ่อหลิ่นถึงนึกถึงรถที่เห็นตรงทางเข้าได้อีกครั้ง เขาจึงพูดกับฉู่เหยาว่า “เมื่อกี้ฉันเห็นรถของคุณน้าหลี่อยู่ข้างนอก”
มือที่กำลังคีบอาหารของฉู่เหยาชะงัก เธอวางตะเกียบลง แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “เหรอ? ฉันไม่ทันสังเกต”
“เราควรไปทักทายเขาไหม? ยังไงเรื่องคราวก่อนเราก็ขอให้เขาช่วย ถึงแม้ว่า...”
ถึงสุดท้ายจะโน้มน้าวเจียงซวี่เหิงเจ้าบ้านั่นไม่สำเร็จก็เถอะ
“อย่าไปเลยดีกว่า! คราวก่อนเราไปตั้งแคมป์กัน ไม่ใช่ที่ที่จะคุยธุระกันอยู่แล้ว ส่วนคราวนี้คุณหลี่อาจมีธุระสำคัญต้องคุย ไม่สะดวกให้เราได้ยิน ถ้าเราเข้าไปคงจะอึดอัดเปล่า ๆ”
“ก็จริง ไว้คราวหน้าเจอกันค่อยทักทาย ก็คงไม่ถือว่าเสียมารยาท”
เฮ่อหลิ่นคิดว่าตัวเองมีรถสปอร์ตตั้งหลายคัน คนยุ่งอย่างหลี่ฉงโจวคงจำรถของเขาไม่ได้ และคงไม่ใส่ใจด้วย
แต่ความจริงกลับต่างจากที่เขาคิดไปไกล
ในเวลานี้ ที่ห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่ง หลี่ฉงโจวนั่งอยู่ตรงข้ามคนที่มาร่วมโต๊ะด้วย ทว่าสายตากลับเหลือบมองไปทางประตูห้องเป็นระยะ
ด้วยสถานะของเขา การรู้กำหนดการของคนอื่นล่วงหน้าโดยไม่ให้เจ้าตัวรู้ไม่ใช่เรื่องยาก