ยุคนี้ระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านคนรวยล้วนอัจฉริยะไปหมดแล้ว เพยยฺหวี่เองก็ไม่คิดว่าฉู่เหยาเข้าใกล้เขา จะตั้งใจใช้วิธีดั้งเดิมขนาดนี้มาขโมยความลับทางธุรกิจ
แม้ในห้องสมุดจะไม่มีเอกสารสำคัญอะไรนัก เพยยฺหวี่ก็ยังหน้าเมฆเปิดกล้องวงจรปิดระยะไกลขึ้นมา อยากเห็นว่าฉู่เหยาจะขโมยอะไรได้
ในภาพจากกล้อง ฉู่เหยาลอบลับหลบเข้าห้องสมุดไป จากนั้นก็เดินสำรวจมองหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปทั่วห้อง
เธอแถลงการณ์ว่ามีเจตนาอื่นจริง ๆ
เพยยฺหวี่พาผู้หญิงกลับมาที่วิลล่าครั้งแรกก็มองพลาด สีหน้าจึงมืดครึ้มลงทันที
ขณะนั้นเอง ฉู่เหยาก้มตัวเข้าใกล้ตู้เซฟ แล้วนั่งยองลงไป
ความอดทนของเพยยฺหวี่ถึงขีดสุด เขาผลักประตูออกจากห้อง เดินกระฉับกระเฉงมาถึงหน้าห้องสมุด
เขาเบิกประตูห้องสมุดออกด้วยใบหน้าเย็นชา
ช่วงเสี้ยววินาทีที่ประตูเปิดออก เพยยฺหวี่กลับอึ้งไปชั่วขณะ
ฉู่เหยากำลังคุกเข่าคลานอยู่บนพื้น เอวบางและเส้นโค้งอันน่าหลงใหลปรากฏชัดเจนใต้ผ้าบางนุ่ม ชายกระโปรงนอนลื่นพลิ้วขึ้นมาเพราะท่าทางของเธอ เผยให้เห็นขายาวสวยขาวผ่องที่ผอมบางพอดีตัว
ฝ่าเท้าที่เกร็งแนบกับพื้น ปลายเท้ากลมกลึงน่ารักราวกับไข่มุก
เพยยฺหวี่ควรจะเปิดโปงสายลับการค้าผู้ซ่อนเจตนาคนนี้ทันที แต่เมื่อมองภาพอันชวนหวนใหน้า กลับรู้สึกคอแห้งผากอย่างไม่มีเหตุผล
เขาหรี่ตาลงชั่วครู่ แล้วถามกึ่งเสียงแหบพร่าว่า “เธอทำอะไรน่ะ?”
ฉู่เหยาได้ยินเสียง จึงสะดุ้งเฮือกสั้น ๆ สะท้อนใจกำสิ่งที่ล้วงออกมาจากช่องว่างของตู้ไว้แน่นในอุ้งมือ แล้วสอดมือไว้ข้างหลัง
เมื่อลุกขึ้น เพยยฺหวี่ยังเห็นบางอย่างกระเพื่อมอยู่ในอกเสื้อคอต่ำของเธอ เส้นเลือดข้างลำคอจาง ๆ โผล่ให้เห็น เขาจ้องฉู่เหยาแล้วพูดหนักแน่นว่า “ข้างหลังน่ะคืออะไร? เอาออกมา!”
“เธอนี่เดินเงียบได้ไงนะ กลัวตายแล้วเนี่ย!”
ฉู่เหยาหน้าซีดเซาลูบอกตัวเองแล้วจึงยื่นมือออกมาอย่างไม่เต็มใจ เผยให้เห็นปากกาหมึกซึ่งกำไว้ในมือ
“นี่ไง ฉันมาหาอันนี้ ตอนมาใหม่ ๆ เหมือนจะหลุดตกไปตอนที่แย่งกันเก็บห้องกับแม่บ้าน ฉันเพิ่งรู้ตัวว่ามันหายตอนกำลังจะซักผ้า”
เพยยฺหวี่ไม่คิดว่าฉู่เหยาแอบเข้ามาในห้องสมุดเพื่อหาปากกาธรรมดาเพียงคัน ใบหน้าจึงว่างเปล่าไปวินาทีหนึ่ง
“หลอดลับเข้ามากลางดึก ก็เพื่อหาอันนี้?”
“ทำไมล่ะ? อันนี้เป็นรางวัลตอนที่ฉันสอบได้ที่หนึ่งนะเฟ้ย! แพงนะ ร้อยกว่าบาทแท้ ๆ!”
ฉู่เหยาอวดรางวัลของตัวเองอย่างจริงจัง สายตากวาดผ่านมือที่ห้อยลงข้างตัวของเพยยฺหวี่ แล้วจู่ ๆ ก็เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดบนจอ
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที เงยหน้ามองเพยยฺหวี่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา วงหน้าแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา ดวงตาแล่นแฉะเยิ้มน้ำ ท่าทางน้ำตาจะไหลก็ไม่ไหลซะได้
“เธอมีสิทธิ์อะไรมาดูถูกฉันแบบนี้? ฉันไม่มีเงินเท่าเธอก็จริง แต่ฉันไม่ใช่ขี้ขโมย! เธอคิดว่าฉันเข้ามาในห้องสมุดเพื่อจะขโมยของมีค่าของเธอเหรอ? ต่อไปฉันจะไม่สนใจเธอแล้ว!”
ฉู่เหยาโมโหอึดอัดกระแทกเท้าลงที่ขาเพยยฺหวี่หนึ่งครั้ง แล้ววิ่งร้องไห้กลับขึ้นไปบนชั้นสอง
เพยยฺหวี่เองก็จำไม่ได้แล้วว่าวันนี้ถูกเจ้าตัวจุกจิกกี้เสกลักษณ์นี้ตำหนิไปกี่ครั้งแล้ว
เขายังไม่ทันได้พูดอะไรเลย เจ้าตัวกลับพูดหมดทุกอย่างก่อนไปเสียแล้ว
จบเห่ก็ยังย้อนกลับมาตบเขาเต็มเท้าอีก
เพยยฺหวี่มองรองเท้าแตะในบ้านที่โดนเตะด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก ในที่สุดก็ไม่คิดควักคะแนนกับเธอ หันหลักลับเข้าห้องไป
แต่ความระแวงที่มีต่อฉู่เหยา ก็จางลงไปหลายส่วนพร้อมเรื่องนี้
เพราะคนที่โง่แบบนี้ อารมณ์ยังร้อนแรงขนาดนี้ จะเป็นสายลับการค้าได้ยังไง
เพยยฺหวี่นึกภาพฉู่เหยาที่วิ่งหนีไปทั้งที่หน้าช้ำเหมือนดอกแพรดำน้ำ ก็ถอนใจอยู่ในลำคอ
ช่างเถอะ เขาเป็นฝ่ายเข้าใจผิดก่อน พรุ่งนี้ก็ปลอบใจเธอเสียหน่อยก็แล้วกัน
เพยยฺหวี่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าความใจกว้างที่เขามอบให้ตัวแทนคนหนึ่ง ได้บรรลุเกินคาดคะเนแรกเริ่มไปแล้ว จบงานชิ้นสุดท้าย จึงดับไฟลงนอน
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาลงมาทานอาหาร แต่ไม่เห็นฉู่เหยา ไม่รู้ทั้งเป็นการงอนทั้งการนอนตื่นสาย จึงสั่งพ่อบ้านว่า “พาเธอไปเดินห้าง บอกเธอว่าชอบอะไรก็ซื้ออะไร อย่าแสดงสีหน้าน้อยใจอีกเลย”
พ่อบ้านรีบรับปากทันที ในใจก็มีมุมมองใหม่ต่อสถานะของฉู่เหยา
หนุ่มเล็กของบ้านเป็นคนไม่เคยใส่ใจผู้หญิงคนใด นี่เป็นครั้งแรกที่อ่อนหวานให้ผู้หญิงสักคนถึงขั้นนี้
เมื่อวานคุณหนูฉู่กับหนุ่มเล็กงอนกันเรื่องอะไรนั้น พ่อบ้านก็ไม่เข้าใจไปครึ่ง ๆ กลาง ๆ เหมือนกัน
แต่ในฐานะพ่อบ้าน เขาย่อมไม่อาจสอบถามเรื่องส่วนตัวของนายจ้างได้เอง จึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ชั่วคราว
เมื่อเพยยฺหวี่ออกจากบ้านไปแล้ว พ่อบ้านจึงรออยู่หน้าห้องของฉู่เหยา
ฉู่เหยาจึงได้นอนจนตื่นเองตามธรรมชาติ อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเพิ่งเดินออกจากห้อง ก็เจอเข้ากับใบหน้ายิ้มเชิงมารยาทของพ่อบ้านเข้าอย่างจัง
“คุณหนูฉู่คะ ตื่นเสียทีนะคะ หนุ่มเล็กฝากเรียนไว้ว่า ให้ดิฉันพาไปช้อปปิ้งที่ห้าง ยังฝากบอกอีกว่า วันนี้คุณหนูจะซื้ออะไรก็ตามใจ แค่ขออย่างเดียว อย่างอนกับเขาอีกก็พอ”
ฉู่เหยาอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วแก้มก็ขึ้นสีระเรื่อ ถามอย่างแสบแค้นว่า “เขาพูดแบบนั้นเหรอ? ให้เธอเอาเงินมาปิดปากฉันน่ะ?”
“เอาเถิดเทิง! พูดกันอย่างนี้ได้ยังไงคะ! หนุ่มเล็กก็เป็นห่วงเป็นใยคุณหนูฉู่น่ะสิคะ เลยอยากยกสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ จะไปพูดว่าเอาเงินมาปิดปากได้อย่างไร!”
ฉู่เหยาราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ จึงเชิดคางขึ้น ยืนท่าทะนงตนว่า “ดีสิ! ฉันชอบช้อปปิ้งที่สุดแล้ว! เธอบอกเขาได้เลย อย่ามาเสียใจภายหลังนะ!”
ฉันจะแสร้งโกรธแล้วเบิกเงินเธอไปหลายล้านจริง ๆ ตายเลย!
พ่อบ้านย่อมไม่ส่งสารนั้นถึงหูหนุ่มเล็กหรอก ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ รับไว้ ในใจก็ไม่คิดว่าฉู่เหยาจะใช้เงินได้มากนัก
ก็ด้วยฐานะของบริษัทเพย แม้ฉู่เหยาวันนี้จะกว้านของทั้งห้างมาไว้ ก็คงใช้เงินไม่ถึงครึ่งวันของกำไรที่บริษัทเพยทำได้
เพราะเงินน้อยนิดเนี่ย ทำให้เสียเวลาหนุ่มเล็กได้ เขาในฐานะพ่อบ้านก็อยู่ไม่ได้แล้ว
ฉู่เหยากินข้าวเช้าอย่างเอาจริงเอาจัง แล้วก็ขึ้นรถเบนท์ลำอื่นของเพยยฺหวี่ไปยังห้างหรูระดับพรีเมียม
ห้างระดับนี้รวมแบรนด์หรูไว้ครบ แทบไม่มีร้านราคาเป็นมิตร แม้แต่ที่กินก็มีแต่ร้านอาหารฝรั่งกับร้านระดับไมช์ลิน
ในห้างคนเดินช้อปก็น้อย รวมแล้วเงียบสงบเป็นพิเศษ
ถึงการเดินห้างจะไม่จำเป็นต้องใช้เงิน แต่ธรรมชาติมนุษย์ก็แปลกเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีวันซื้อ ต่างสะท้อนใจไม่ก้าวเข้าไปในห้างแบบนี้เอง
ฉู่เหยาสวมบทบาทสาวน้อยบ้านนอกไม่มีประสบการณ์ได้เชิงจนสุด ๆ เดินดุมพาน้ามเข้าห้างมาอย่างอาจหาญ แต่พอเห็นราคาปุ๊บ ก็อึ้งลังเลขึ้นมาทันที
แต่เมื่อนึกถึงที่เพยยฺหวี่เข้าใจผิดกับเธออย่างนั้นเมื่อวาน เธอก็เบ้จิตเบ้ใจ กัดฟ้าแน่วแล้วชี้เลือกเสื้อผ้าไปหลายตัว พูดว่า “เอาหลายตัวนี้ ห่อให้ฉันหมดเลยนะ!”
พ่อบ้านมองอาการนั้น ก็รู้สึกทั้งขำทั้งน่าเอ็นดู
จึงเอ่ยช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจว่า “คุณหนูฉู่คะ เลือกเพิ่มได้อีกค่ะ โถงชุดของคุณหนูยังมีที่ว่างเหลืออีกเพียบ ถ้าไม่เอามาแน่นสักที หนุ่มเล็กจะว่าดิฉันทำงานไม่ทันใจก็อดอายเข้าให้”
“แน่นทั้งโถงเลยเหรอ? เพยยฺหวี่เขารวยขนาดนั้นจริงเหรอ?”
พนักงานขายสาวได้ยินชื่อของเพยยฺหวี่ สายตาที่มองฉู่เหยาราวกับมองต้นเงินต้นทองกลางร้าน
“คุณผู้หญิงเป็นคนรู้จักกับคุณเพยหรือคะ? ในร้านเรายังมีสินค้ามาใหม่ของซีซันนี้อีกเพียบเลยค่ะ...”
ฉู่เหยามองพนักงานสาวอย่างแคลงใจ แล้วก็มองพ่อบ้านผู้สุขุมนั่งเข้มทั้งสองคน ราวกับที่สุดท้ายจะสรุปได้ว่าความรวยของเพยยฺหวี่เกินภาพจำของเธอไปมาก ต่อจากนั้นจึงช้อปปิ้งอย่างอาโหยอาไห้ โดยเลือกซื้อแต่ของแพงเท่านั้น
“ตัวนี้ ตัวนี้ กับตัวนี้ไม่เอา ที่เหลือห่อให้ฉันหมด!”
“กระเป๋ารุ่นใหม่ตรงนี้ เอาไปทุกใบ!”
“สร้อยข้อมือเพชรอันนี้ กับต่างหูแซฟไฟร์คู่นั้น ส่งไปที่อยู่นี้นะ...”
เดินช้อปมาทั้งวัน ของที่ฉู่เหยาซื้อ ให้พ่อบ้านคนเดียวหอบก็ไม่มีทางหอบไหว
สุดท้ายเขานหลายร้านจึงต้องนัดส่งของถึงบ้านกันหมด
แล้วเมื่อเพยยฺหวี่เดินทางกลับวิลล่าหลังทำงานทั้งวัน ก็เห็นฉู่เหยานั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก เหมือนขุนนางหนุ่มรวย ๆ ขึ้นมาคนหนึ่ง สวมแหวนเพชรกับสร้อยข้อมืออัญมณีไปเต็มสองมือ นาฬิกายี่ห้อดัง เอามาเบ่งให้เขาดูโดยเจตนา
“เพยยฺหวี่ วันนี้ฉันซื้อของมาเยอะเลยนะ! ดูซิ แพงทุกชิ้นใช่ไหม?”
พูดจบยังยื่นมือให้เพยยฺหวี่ดูโดยเฉพาะ ทำท่ารอให้เขาเจ็บปวดสำนึกเสียใจเต็มอก
เพยยฺหวี่แววหัวเรื่อะฉายผ่านดวงตา แล้วแกล้งเธอว่า “ดีแล้ว คงหมดเงินค่าจ้านต่อชั่วโมงของฉันไปได้อย่างเละเทะหนึ่งชั่วโมง”
