เทวนครลั่วหยาง
ศาลากวานเฟิงในพระราชวัง
เกากงกงนำตี้เหรินเจี๋ยก้าวเร็ว ๆ เข้าไปในตำหนัก ก่อนคุกเข่ากราบทูลว่า “ฝ่าบาท ใต้เท้าตี้มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมตี้เหรินเจี๋ย ขอถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่น ๆ ปี” ตี้เหรินเจี๋ยรวบชายเสื้อคลุมยาว คุกเข่าถวายคำนับ
“หวยอิง...” จักรพรรดินีบูเช็กเทียนแย้มพระสรวลเต็มพระพักตร์ รีบเสด็จลงจากบัลลังก์มังกรตรงมาหาตี้เหรินเจี๋ย แล้วโน้มพระวรกายประคองเขาขึ้น “หวยอิงพบเรา ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยลุกขึ้น
“เกาเหยียนฟู่ เจ้าก็ลุกขึ้นเถิด ไปเฝ้าที่หน้าประตู เราจะคุยกับใต้เท้าตี้ ห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนเด็ดขาด” บูเช็กเทียนเหลือบพระเนตรมองเกากงกง
“บ่าวเฒ่าน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงลุกขึ้น ค้อมกายถอยหลังสามก้าว ก่อนหันหลังออกจากศาลากวานเฟิง
“หวยอิง ให้เราได้ดูเจ้าให้ชัด ๆ หน่อย” บูเช็กเทียนกุมมือตี้เหรินเจี๋ยแน่น “หวยอิง เจ้าผอมลง แล้วยังดูซูบเซียวด้วย”
“ฝ่าบาท ทรงสบายดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาตี้เหรินเจี๋ยแดงก่ำ
“สบายดี หวยอิง ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ในราชสำนัก เราคิดถึงเจ้ามาก” บูเช็กเทียนตบหลังมือตี้เหรินเจี๋ยเบา ๆ
“กระหม่อมก็คิดถึงฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยพยักหน้า
“หวยอิง มานี่กับเรา เราจะชงชาให้เจ้าดื่ม” บูเช็กเทียนจูงมือตี้เหรินเจี๋ยไปยังโต๊ะชา
“ฝ่าบาท ให้กระหม่อมชงเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยรีบห้ามพระนาง
ใต้หล้านี้จะมีเหตุผลอันใดที่ฮ่องเต้ต้องชงชาให้ขุนนางกัน
“หวยอิง นั่งลง! ลองชิมฝีมือเราดู” บูเช็กเทียนส่ายพระพักตร์
“เช่นนั้นกระหม่อมขอล่วงเกินแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยประสานมือคำนับ
“ไม่เป็นไร เรากับเจ้าเป็นทั้งฮ่องเต้และขุนนางที่รู้ใจกันมาหลายปี วันนี้ละธรรมเนียมพิธีรีตองทั้งหลายเสีย แล้วปฏิบัติต่อกันอย่างสหายเถิด” บูเช็กเทียนโบกพระหัตถ์
ใบชาเป็นชาจื่อสุ่นแห่งกู้จู่ชั้นเลิศ
ชาที่ชงออกมามีสีเหลืองอ่อนปนเขียวสด กลิ่นกล้วยไม้หอมฟุ้ง
“ดีมาก
ฝ่าบาท ชาดี ฝีมือเยี่ยมพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยเอ่ยชม
“หวยอิง ลองชิมดู” บูเช็กเทียนเลื่อนถ้วยชาไปตรงหน้าตี้เหรินเจี๋ย
ตี้เหรินเจี๋ยยกถ้วยชาขึ้นจ่อริมฝีปาก จิบเบา ๆ ก่อนยิ้มน้อย ๆ “ชาจื่อสุ่นแห่งกู้จู่ของฝ่าบาท น้ำชาสีใสกระจ่าง กลิ่นหอมอ่อนแต่ไม่จาง รสขมซ่อนอยู่ภายใน ก่อนทิ้งรสหวานไว้ในภายหลังพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม หวยอิงเองก็เป็นคนรู้จักชา หากชอบ เราจะส่งให้เจ้าสักหน่อย” บูเช็กเทียนยกถ้วยชาขึ้น ทรงแกว่งเบา ๆ แต่ไม่ได้ดื่ม
“กระหม่อมไม่กล้าพ่ะย่ะค่ะ ชาจื่อสุ่นแห่งกู้จู่เป็นของถวายราชสำนัก กระหม่อมไม่กล้าล่วงเกิน” ตี้เหรินเจี๋ยส่ายหน้า
“โธ่เอ๋ย เรากับเจ้าไม่เหมือนคนอื่น ไม่ต้องใส่ใจกับธรรมเนียมเหล่านี้หรอก หวยอิง เดี๋ยวเราจะให้คนนำไปส่งที่จวนเจ้า” บูเช็กเทียนรินชาให้ตี้เหรินเจี๋ย
“เช่นนั้นกระหม่อมขอน้อมรับไว้พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ” ตี้เหรินเจี๋ยลุกขึ้น ประสานมือแล้วค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม
“หวยอิง นั่งลง!” บูเช็กเทียนกดพระหัตถ์ลงเบา ๆ
“ฝ่าบาท เราพูดคุยเรื่องเก่ากันแล้ว ของก็ประทานให้แล้ว บัดนี้ควรพูดเรื่องสำคัญได้หรือยังพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยนั่งลงช้า ๆ
บูเช็กเทียนทอดพระเนตรตี้เหรินเจี๋ยลึกซึ้ง ก่อนพยักพระพักตร์ “หวยอิง เจ้าคงรู้แล้วว่าเหตุใดเราจึงมีพระบัญชาเร่งด่วนให้เจ้ากลับเทวนคร หงสิ่วคงบอกเจ้าแล้วกระมัง?”
“กราบทูลฝ่าบาท ผู้บัญชาการหลี่แจ้งให้กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยพยักหน้า
“หวยอิง เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่มีใครเหมาะไปกว่าเจ้าแล้ว!”
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอถามอีกสักประโยคได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ถามมาเถิด!”
“ฝ่าบาท โปรดตรัสความจริงกับกระหม่อม หนังสือราชลับของไท่จงมีอยู่จริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” ตี้เหรินเจี๋ยประสานมือคำนับ
บูเช็กเทียนไม่ตรัส พระเนตรจับจ้องใบหน้าตี้เหรินเจี๋ย ครู่หนึ่งมุมพระโอษฐ์ก็ยกขึ้นเล็กน้อย “หวยอิง ทั่วทั้งใต้หล้ามีเพียงเจ้าที่กล้าถามเช่นนี้ หนังสือราชลับของไท่จงมีอยู่จริง แต่ไม่ได้เป็นอย่างข่าวลือที่ว่า ผู้ใดได้ครอบครองแล้วจะได้สืบราชบัลลังก์”
“เช่นนั้นหนังสือราชลับของไท่จงบันทึกความลับสำคัญอันใดไว้หรือพ่ะย่ะค่ะ?” ตี้เหรินเจี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ถูกต้อง เป็นเรื่องลับในอดีตบางอย่างของไท่จง เป็นความลับที่ห้ามแพร่งพราย” บูเช็กเทียนทรงเน้นพระสุรเสียงเป็นพิเศษ
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท หนังสือราชลับของไท่จงหายไปจากที่ใด?”
“ที่นี่ ศาลากวานเฟิง”
“ฝ่าบาท ศาลากวานเฟิงเป็นสถานที่ส่วนพระองค์ที่ทรงใช้ตรวจฎีกา คนทั่วไปไม่มีทางเข้ามาได้ ทรงตรวจสอบคนใกล้ชิดแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”
“หวยอิง คนที่เข้าออกศาลากวานเฟิงได้ตามใจมีเพียงสามคน คือเรา ช่างไห้ชวน และเกาเหยียนฟู่ เราไม่มีทางทำเอง เช่นนั้นก็เหลือเพียงช่างไห้ชวนกับเกาเหยียนฟู่ หวยอิง เจ้าคิดว่าเป็นใคร?”
“ก่อนมีหลักฐาน กระหม่อมไม่กล้าคาดเดาพ่ะย่ะค่ะ”
“หวยอิง เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความมั่นคงของแผ่นดิน เราขอฝากไว้กับเจ้า เราขอดื่มชาแทนสุราเพื่อคารวะเจ้าสักถ้วย” บูเช็กเทียนยกถ้วยชาขึ้น
“กระหม่อมจะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยยกถ้วยชาขึ้นด้วยสองมือ
“ดื่มให้หมด” ตรัสจบ บูเช็กเทียนก็เงยพระพักตร์ดื่มชาจนหมดถ้วย
ตี้เหรินเจี๋ยไม่กล้าชักช้า จึงดื่มรวดเดียวจนหมดเช่นกัน
“หวยอิง คดีนี้ซับซ้อน พัวพันกับผู้คนหลายฝ่าย เจ้าต้องการสิ่งใดก็พูดมาได้เลย”
“ฝ่าบาท เพื่อสืบคดีนี้ให้กระจ่างโดยเร็ว กระหม่อมจำเป็นต้องบัญชาการกององครักษ์จินอู๋และศาลต้าหลี่พ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยประสานมือคำนับ
“อนุมัติ! หวยอิง เราจะคืนตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายในให้เจ้า พร้อมให้บัญชาการกององครักษ์จินอู๋และศาลต้าหลี่ เรื่องทั้งปวงเจ้าตัดสินใจได้ตามสะดวก ไม่ต้องกราบทูลขออนุญาต! พรุ่งนี้เมื่อเข้าเฝ้า เราจะประกาศพระราชโองการในท้องพระโรง” บูเช็กเทียนพยักพระพักตร์
“ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วคุกเข่าถวายคำนับ
“ลุกขึ้นเถิด” บูเช็กเทียนยกพระหัตถ์ส่งสัญญาณ
“ฝ่าบาท คนหนุ่มสองคนที่อยู่ข้างกายกระหม่อมมีความสามารถไม่น้อย กระหม่อมอยากให้พวกเขาช่วยสืบคดีนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ คนหนึ่งคือซูอู้หมิง ศิษย์เอกของเจ้า อีกคนคือหลู่ยวนฟง ผู้คุ้มกันประจำตัวของเจ้า ใช่หรือไม่?” บูเช็กเทียนแย้มพระสรวลบาง ๆ
ตี้เหรินเจี๋ยชะงักไป สีหน้าเผยความประหลาดใจ ก่อนประสานมือคำนับ “ฝ่าบาททรงพระปรีชาญาณพ่ะย่ะค่ะ”
“หวยอิง เราจะแต่งตั้งซูอู้หมิงเป็นรองผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ และแต่งตั้งหลู่ยวนฟงเป็นแม่ทัพจงหลางแห่งกององครักษ์จินอู๋ ทั้งสองจะขึ้นตรงต่อเจ้า พรุ่งนี้เราจะประกาศพระราชโองการพร้อมกันในท้องพระโรง”
“ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ”
“อีกเรื่องหนึ่ง เราจะให้หลี่หงสิ่ว ผู้บัญชาการองครักษ์ส่วนพระองค์ ช่วยเจ้าอีกแรง เช่นนี้เจ้าจะทำงานได้สะดวกขึ้น”
“ฝ่าบาททรงคิดรอบคอบยิ่งนัก กระหม่อมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาละ หวยอิง คุยเรื่องงานจบแล้ว มาคุยเรื่องส่วนตัวกันบ้าง”
“เรื่องส่วนตัวหรือพ่ะย่ะค่ะ? เรื่องส่วนพระองค์ของฝ่าบาท?” ตี้เหรินเจี๋ยได้ยินแล้วก็สะดุ้ง
“หวยอิงอย่าเป็นกังวล เรื่องส่วนตัวของเราก็คืออยากเชิญเจ้าร่วมโต๊ะเสวยในวังสักมื้อ” บูเช็กเทียนตรัสพร้อมส่ายพระพักตร์
“กระหม่อมรู้สึกเกรงพระทัยยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” ตี้เหรินเจี๋ยหัวเราะตาม
“หวยอิง เรากับเจ้าต่างก็เป็นคนปิ้งโจว รสนิยมคงไม่ต่างกัน เจ้าชอบบะหมี่น้ำแกะหรือไม่?”
“ชอบพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องใส่น้ำส้มสายชูเพิ่มมากหน่อย”
“ฮ่า ๆ ดี วันนี้เราจะให้เจ้าได้ชิมบะหมี่น้ำที่อร่อยที่สุดในต้าโจว และน้ำส้มสายชูที่ดีที่สุด!” บูเช็กเทียนทรงพระสรวลลั่น
“เช่นนั้นกระหม่อมคงได้อาศัยบารมีฝ่าบาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หวยอิง วันนี้เราเป็นเจ้ามือ ให้ช่างเขียนเซิงเส้ามาร่วมด้วย เจ้าคงไม่ถือกระมัง?”
ตี้เหรินเจี๋ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มน้อย ๆ และประสานมือคำนับ “กระหม่อมจะกล้าถือได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ แล้วแต่ฝ่าบาทจะทรงจัดการ”
ไม่นานนัก ช่างไห้ชวนก็เข้ามาในศาลากวานเฟิง นางก้าวเร็ว ๆ มาข้างหน้า ประสานมือคำนับ “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท ถวายบังคมใต้เท้าตี้”
“หว่านเอ๋อร์ มาชงชา ให้ใต้เท้าตี้ได้ลองฝีมือเจ้าด้วย” บูเช็กเทียนกวักพระหัตถ์เรียก
“นางช่างเขียนเซิงเส้า ลำบากท่านแล้ว” ตี้เหรินเจี๋ยประสานมือคำนับตอบ
“ใต้เท้าตี้ การได้ชงชาให้ฝ่าบาทกับท่าน นับเป็นวาสนาของหว่านเอ๋อร์แล้ว” ช่างไห้ชวนก้มศีรษะเล็กน้อย
“หว่านเอ๋อร์ ใต้เท้าตี้เพิ่งกลับเทวนคร ยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในเมือง เจ้ามีเรื่องสนุกอะไรเล่าให้ใต้เท้าตี้ฟังบ้าง” บูเช็กเทียนโบกพระหัตถ์เป็นเชิงบอก
“เพคะ ฝ่าบาท บังเอิญว่าหว่านเอ๋อร์มีเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับพระชายารัชทายาทเพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจตี้เหรินเจี๋ยก็พลันตึงเครียด
