เจียงอี้ชวนชะงักฝีเท้าเล็กน้อย
ไม่ได้เดินต่อ
เขาถูกผู้บัญชาการอาวุโสลากตัวมาจากสนามฝึก เสื้อผ้ายังไม่ทันได้เปลี่ยน ทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้หญิงสาวสองคนจะมาถึง
พูดตามตรง เขาไม่ชอบการจัดแจงแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
ไม่คิดเลยว่าพอออกมา จะได้พบหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดา ทำเอาหัวใจที่นิ่งดุจหินผาของเขาเต้นแรงขึ้นมาสองครั้ง
แต่ยังไม่ทันได้ทักทาย อีกฝ่ายก็ถลึงตาใส่เขาเสียแล้ว
เขาลูบคางที่มีเคราขึ้นครึ้มของตัวเอง แล้วมองกู้หยุนเจิงที่แต่งตัวดูดีมีสง่าราศี จู่ ๆ ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
ทำไมไม่บอกเขาล่วงหน้าสักคำ!
กู้หยุนเจิงเชื้อเชิญทุกคนเข้าไปคุยกันในบ้าน ก่อนจะยกสัมภาระของซูฉาขึ้นมา เจียงอี้ชวนก็เดินเข้าไปช่วยซูอู๋ถือของอย่างเป็นธรรมชาติ
เดิมทีคิดว่าอย่างน้อยเธอคงพูดขอบคุณสักคำ
ใครจะคิดว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมา สิ่งที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้มีเพียงท้ายทอย
เขายืนนิ่งอยู่กับที่สองวินาที ก่อนจะรีบก้าวตามไป แต่จงใจเว้นระยะห่างไว้ ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป กลัวว่าหญิงสาวจะรังเกียจ
จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดนิ่งอยู่ตรงจุดหนึ่ง
เอวบางเหลือเกิน
ยามเดินไหวไปมาเหมือนกิ่งหลิวที่พลิ้วไหวในสายลมฤดูใบไม้ผลิ ชวนให้รู้สึกถึงเสน่ห์เย้ายวน
สายตาเลื่อนต่ำลงไปโดยไม่รู้ตัว
ตะเข็บกางเกงตึงจนเห็นส่วนโค้งเว้าที่ชวนให้จินตนาการ
เจียงอี้ชวนมองอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนใบหน้าร้อนผ่าว
เขารีบเบือนสายตาหนี พลางตำหนิตัวเองในใจว่า ไม่ควรมองสิ่งที่ไม่ควรมอง!
ข้างในบ้านอุ่นกว่าข้างนอกมาก
ถ่านในเตาเหล็กส่งเสียงแตกปะทุ เปลวไออุ่นทำให้หน้าต่างขึ้นฝ้าบาง ๆ
ซูอู๋ถอดผ้าพันคอ เผยใบหน้างามผุดผ่องไร้มลทิน
หญิงสาวในยุคนี้ส่วนใหญ่มักมีผิวหมองคล้ำเหลืองซีด ทว่าใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอกลับเนียนนุ่มราวกับบีบแล้วน้ำจะซึมออกมา ความงามของเธอทำเอาชายหนุ่มทั้งสองตะลึงไปชั่วขณะ
จนซูฉาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งร่าเริงช่างพูด ดูด้อยไปถนัดตา
ทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะไม้ยาวที่สีถลอกอยู่ตัวหนึ่ง
กู้หยุนเจิงขยับแว่นตา ก่อนเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ ผมชื่อกู้หยุนเจิง ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการของกองบัญชาการ”
เขาชี้ไปยังเจียงอี้ชวนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “คนนี้ชื่อเจียงอี้ชวน เป็นรองผู้บังคับกองพันที่สาม”
เจียงอี้ชวนทำหน้านิ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่
พอสายตาเผลอไปสบกับซูอู๋ เขาก็รีบหลบตาราวกับถูกลวก
เมื่อซูฉาได้ยินว่าระดับของกู้หยุนเจิงสูงกว่าเจียงอี้ชวน มุมปากก็ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
เป็นอย่างที่คิด! พี่กู้ต้องเป็นพระเอกในนิยายต้นฉบับแน่นอน!
อย่ามองว่าตอนนี้เขาเป็นแค่ทหารธรรมดา ที่จริงแล้วเขามาจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง เป็นทายาทรุ่นที่สามของตระกูลผู้มีอำนาจ ถูกส่งมาฝึกฝนประสบการณ์ อีกหน่อยพอกลับเมืองหลวงก็ต้องมีอนาคตสดใสแน่!
ส่วนเจียงอี้ชวนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งมีเคราขึ้นครึ้ม...
เห็นท่าทางเหมือนนักเลงบ้านนอก ซูฉาก็ส่ายหน้าในใจ
นี่มันไอ้หนุ่มบ้านนอกชัด ๆ ตรงกับบทพระรองในนิยายพอดีเลย!
เธอต้องแต่งงานกับกู้หยุนเจิงให้ได้ ส่วนซูอู๋ก็ปล่อยให้ใช้ชีวิตลำบากกับไอ้หนุ่มบ้านนอกนี่ไปเถอะ!
“พี่กู้เก่งจังเลยค่ะ อายุยังน้อยก็เป็นผู้บังคับกองพันแล้ว อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่ ๆ!” ซูฉาพูดหวานราวกับป้ายด้วยน้ำผึ้ง สายตาที่มองกู้หยุนเจิงแทบจะหวานเยิ้ม
“ฮ่า ๆ ไม่หรอกครับ ชมเกินไปแล้ว”
กู้หยุนเจิงถ่อมตัวรับคำ ทว่าสายตากลับเหลือบไปทางซูอู๋อย่างแนบเนียน
เห็นเธอเอนกายพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน แววตาและคิ้วเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย แต่กลับสวยจนแทบหยุดหายใจ
ทว่าเธอไม่เคยมองเขาตรง ๆ สักครั้ง ทำให้เขารู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย
เขาถูมือไปมา ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อสหายทั้งสองมาที่นี่เพื่อสร้างครอบครัว ลองเล่าแบบที่ตัวเองชอบให้ฟังหน่อยไหมครับ?”
ซูฉากำลังจะพูดด้วยความกระตือรือร้น แต่เพิ่งอ้าปาก ซูอู๋ก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน
“หิวน้ำ มีน้ำไหม?”
เจียงอี้ชวนที่นั่งตรงข้ามได้ยินเธอขอน้ำก็ลุกขึ้นทันที หยิบแก้วเคลือบใบหนึ่งมาเทน้ำใส่ครึ่งแก้ว แล้วยื่นให้เธอ
ซูอู๋หลุบตามองแก้วใบนั้น
เมื่อก่อนเวลาจะดื่มน้ำ เธอต้องใช้จอกหยกเนื้อดี แล้วมีเด็กคอยปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ
แล้วไอ้แก้วเหล็กบุบ ๆ ที่เคลือบหลุดนี่มันอะไรกัน?
ขนาดหมูยังรังเกียจเลยมั้ง?
เห็นเธอขมวดคิ้วจนแทบหนีบแมลงวันตาย เจียงอี้ชวนจึงวางแก้วลงบนโต๊ะ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อคอแห้งผากจนแทบมีควันออกมา ซูอู๋ถึงค่อยยื่นมือไป ใช้นิ้วสองนิ้วคีบขอบแก้วราวกับกำลังจับของสกปรก ก่อนยกขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า
จิบไปสองอึก
สีหน้าเหมือนดื่มน้ำล้างเท้าเข้าไป
จากนั้นเธอก็วางแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรง เอนหลังพิงเก้าอี้ ยกขาพาดขึ้น ท่านั่งไร้กิริยามารยาทโดยสิ้นเชิง
ทุกคนต่างมองหน้ากัน บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา
ซูฉารีบเอ่ยขึ้นอย่างถูกจังหวะ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษนะคะ สหายทั้งสอง น้องสาวฉันถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ พอมาถึงที่นี่เลยยังปรับตัวไม่ค่อยได้ค่ะ”
พูดไปพูดมา ดวงตาของเธอก็แดงขึ้นมาเสียอย่างนั้น!
“พูดตามตรง ระหว่างทางฉันเห็นภูเขารกร้างหัวโล้นอยู่ข้างนอกแล้วรู้สึกนับถือพวกคุณมากจริง ๆ! เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน พวกคุณทิ้งบ้านทิ้งครอบครัว มาปักหลักสร้างความเจริญในที่ทุรกันดารแบบนี้ พวกคุณเป็นคนที่น่ารักที่สุดจริง ๆ ค่ะ”
“อ้วก...”
เสียงคลื่นไส้ที่ผิดจังหวะดังออกมาจากปากซูอู๋
คราวนี้เธอทนไม่ไหวจริง ๆ
สายตาสามคู่จ้องมาที่เธอพร้อมกัน
ซูอู๋เหลือบตาขึ้นอย่างไร้อารมณ์ “ไม่มีอะไร แค่รู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อย พูดต่อเถอะ”
ใบหน้าของซูฉาเขียวคล้ำแล้วก็แดงก่ำ สลับกันไปมา
เธอหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง รีบแก้สถานการณ์ “เอ่อ น้องสาวฉันเมารถน่ะค่ะ ยังไม่หายดี”
เจียงอี้ชวนก้มหน้า มุมปากกระตุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ผู้หญิงคนนี้ทั้งเอาแต่ใจทั้งหัวแข็ง แต่ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน
กลับเข้าเรื่องกันต่อ
ซูฉามองกู้หยุนเจิงด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ พลางเล่าถึงชายในอุดมคติของตัวเอง ใครเห็นก็รู้ว่าเธอคิดอะไรกับกู้หยุนเจิง
แต่สายตาของกู้หยุนเจิงกลับลอยไปทางซูอู๋อีกแล้ว
สัญญาณเตือนภัยในใจซูฉาดังขึ้นทันที!
ซูอู๋นังจิ้งจอกนั่น มีใบหน้าสวยมาตั้งแต่เกิด ไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีผู้ชายเป็นฝูงแห่เข้าหา
เธอแค้นจนแทบกัดฟัน
หึ! คุณหนูตัวปลอมที่มีดีแค่หน้าตาแบบนี้ ก็มีไว้เพื่อขับให้คุณหนูตัวจริงอย่างเธอดูเป็นคนดีมีคุณธรรมและรู้ความเท่านั้นแหละ!
ซูฉากลอกตา จู่ ๆ ก็ตบหน้าผากตัวเอง “แย่แล้ว! เยว่หลิง เธอลืมเอายามาด้วย!”
กู้หยุนเจิงถามด้วยความเป็นห่วง “ยาอะไรครับ? ผมช่วยถามที่ห้องพยาบาลแถวนี้ให้ได้นะครับว่ามีหรือเปล่า”
ซูฉาทำสีหน้าลำบากใจ “เรื่องนี้...คงยากหน่อยค่ะ ร่างกายน้องสาวฉันอ่อนแอ คุณหมอบอกว่าเธออาจมีลูกไม่ได้ ยานั่นต้องใช้ให้ตรงกับอาการ ที่นี่คงหายากค่ะ”
พูดจบ เธอก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบเสริมว่า “แต่เธอกินยามาครึ่งปีกว่าแล้วนะคะ คุณหมอบอกว่าค่อย ๆ ปรับร่างกายให้ดีขึ้นได้ค่ะ!”
พอพูดจบ บรรยากาศในห้องก็หนักอึ้งขึ้นมาทันที
ซูอู๋แค่นหัวเราะในใจ
ถ้าเธอดูไม่ออกว่าซูเหลียนฮวาคิดอะไรอยู่ ก็คงมีชีวิตมา 2,000 กว่าปีเสียเปล่า
วิธีการต่ำช้าจริง ๆ
แต่เธอคร้านจะเปิดโปง ทางที่ดีคือไม่มีใครเลือกเธอ เธอจะได้กลับบ้านเสียที
พอเข้าใจหนทางของโลกนี้แล้ว เธอจะออกตามหาเส้นชีพจรวิญญาณ
สถานที่กันดารจนแม้แต่นกยังไม่อยากบินผ่านแบบนี้ อยู่ต่ออีกวันก็อายุสั้นลงวันหนึ่ง!
ความกระตือรือร้นบนใบหน้าของกู้หยุนเจิงจางลงอย่างเห็นได้ชัด
ความอกตัญญูมีสามประการ แต่การไม่มีทายาทสืบสกุลถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด! ครอบครัวของเขาให้ความสำคัญกับการสืบทอดทายาทมาก ต่อให้หน้าตาสวยแค่ไหน แต่มีลูกไม่ได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร?
เขาขยับแว่นตา สีหน้ายังคงอ่อนโยน “ไม่เป็นไรครับ วันหลังผมพาพวกคุณไปถามที่อำเภอดู”
ซูฉาพยักหน้าอย่างเป็นกังวล
กู้หยุนเจิงลุกขึ้น เชื้อเชิญซูฉาอย่างกระตือรือร้น “สหายซูฉา ออกไปเดินเล่นกันไหมครับ? คุยกันตามลำพังสักหน่อย?”
ซูฉาดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น!
“ได้สิคะ ได้เลย!”
ดูท่าวิธีนี้จะได้ผลจริง ๆ!
สมกับเป็นนางเอกที่มีรัศมีตัวเอกติดตัวมาจริง ๆ! ทุกอย่างราบรื่นไปหมด!
เธอแทบรอไม่ไหวที่จะตกลงเรื่องแต่งงานกับกู้หยุนเจิงเสียเดี๋ยวนี้!
ทั้งสองคนเดินออกไป คนหนึ่งตามหลังอีกคน
ในห้องเหลือเพียงซูอู๋กับเจียงอี้ชวน
