บทที่ 5 พ่อ เปิดประตูให้หนูด้วย
ในห้องอีกห้องหนึ่ง
สองคนที่กำลังหวานฉ่ำมาถึงจังหวะคับขัน กลับถูกเสียงร้องไห้นี้มาขัดจังหวะเอาเสียดื้อ ๆ
“เสี่ยวเยว่ อีกเดี๋ยวค่อยไปดูเถียนเถียนนะ เราทำต่อเถอะ...”
ซูจวิ้นเฟิงกอดหลี่เยว่ไว้พลางปลอบ
แต่เดิมเช้านี้เขาไม่อยากกลับมา แต่เขาพบว่าส่วนนั้นของเขาดูไม่เหมือนเดิม ทำให้เขากลัว กังวลว่าตัวเองจะใช้การไม่ได้อีก
เขาจึงคิดแล้วคิดอีก ตัดสินใจกลับมาลองดูอีกสักครั้ง
พอเข้าบ้าน เขาก็กอดหลี่เยว่ที่ตาบวมแดง ปลอบอยู่นานกว่าหลี่เยว่จะยอมให้อภัย
แถมยังสัญญากับหลี่เยว่ว่าจะให้เธอเบิกเงินในสมุดบัญชีไปใช้ได้ตามใจ จะเอามาบำรุงร่างกายให้เถียนเถียนก็ได้
ส่วนเรื่องสมุดบัญชีที่ยังอยู่กับลูกสาวนั้น เขาไม่กังวลเลยสักนิด รอให้เช้าก็เอาทอฟฟี่นมกระต่ายขาวไปหลอกล่อสักสองสามก้อน ลูกสาวก็จะยอมคืนสมุดบัญชีมาให้แต่โดยดี
พอปลอบหลี่เยว่เสร็จ มือของซูจวิ้นเฟิงก็เริ่มอยู่ไม่สุข
ซูจวิ้นเฟิงพบว่าร่างกายตัวเองไม่มีปัญหาแล้ว ก็ดีใจมาก
เดิมทีเขาก็ชอบหลี่เยว่ และยังได้ทำเรื่องแบบนี้กับคนที่ชอบ ที่แน่ ๆ เขาย่อมยินดีเป็นที่สุด ตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมาเขาได้สัมผัสกับความสุขอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน
ช่างเหมือนได้ลิ้มรสไขกระดูกแล้วติดใจ ไม่รู้จักพอ
สายตาทั้งคู่กำลังจะก้าวสู่ห้วงสุขารมณ์ด้วยกัน แต่ก็มาสะดุดกับเสียงร้องของเถียนเถียนเสียก่อน
ซูจวิ้นเฟิงรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าลูกติดนี่มันขวางหูขวางตา
ถ้าทำได้ เขาหวังให้บ้านหลังนี้มีแค่เขากับหลี่เยว่สองคนก็พอ
ตอนนี้หลี่เยว่แก้มแดงก่ำ นัยน์ตาเคลิบเคลิ้ม มองบุรุษที่อยู่เหนือร่างแล้ว นางก็ไม่อยากขัดอารมณ์ไปโอ๋ลูกที่ร้องไห้จ้า
“เฉียนเฉียนก็อยู่ห้องนั้นเหมือนกัน คงจะปลอบหว่านหว่านได้ พี่สาม ทำต่อเถอะ”
ซูจวิ้นเฟิงเป็นพี่น้องคนที่สาม ชื่อเดิมที่บ้านเกิดคือซูถงจู้ แต่เขารังเกียจชื่อนี้ว่าบ้านนอกเกินไป ก่อนเข้าเป็นทหารจึงไปหาท่านผู้รู้ใจบุญคนหนึ่งเปลี่ยนชื่อให้
ซูจวิ้นเฟิงชอบให้หลี่เยว่เรียกเขาว่าพี่สามที่สุด
ตอนที่ซูจวิ้นเฟิงกำลังจะทำต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงปึงปังทุบประตูดังขึ้น ทำให้เขาสะดุ้งอีกครั้ง
ข้างนอกประตูมีเสียงสะอื้นร้อนรนของลูกสาวดังเข้ามา
“พ่อ เจ้าหว่านเถียนกลิ้งตกเตียงหัวแตกแล้ว เลือดไหลเป็นพัลวัน น่ากลัวมากเลย”
“พ่อ เจ้าหว่านเถียนจะตายไหม หนูกลัวจัง”
“พ่อ เปิดประตูเร็ว หนูตามหาแม่ แม่อยู่ในห้องใช่ไหม”
“พ่อ เปิดประตูให้หนูด้วย”
ได้ยินลูกสาวร้องเรียกหาแม่ ความทรงจำที่เขาจงใจลืมก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมา
วิญญาณของภรรยาผู้ล่วงลับของเขา...
ราวกับยังวนเวียนอยู่ในห้องนี้
หลี่เยว่หน้าซีด รีบผลักซูจวิ้นเฟิงที่ทาบร่างอยู่บนตัวออก แววตาหวาดกลัวกวาดมองไปรอบ ๆ
เมื่อเสียงร้องน่าเวทนาของลูกสาวดังขึ้นอีกครั้ง นางก็ไม่คำนึงถึงสิ่งใดแล้ว รีบร้อนสวมเสื้อผ้าแล้ววิ่งออกไป ตอนที่เห็นซูม่อเฉียนอยู่ตรงหน้าประตู ก็ยังไม่ลืมที่จะเอ็ดอย่างดุดันเตือนไว้ว่า
“น้องสาวเจ้าเปลี่ยนแซ่เป็นซูแล้ว คราวหน้าอย่าเรียกผิดอีก”
ซูม่อเฉียนมองตามหลังนางไปพลางกลอกตาขึ้นข้างบน
ตอนนี้ซูจวิ้นเฟิงในห้องมีสีหน้าดำทะมึน หงุดหงิดจนสบถออกมา
เพราะเขาค้นพบว่า ส่วนนั้นของเขา...กลับเหี่ยวลงอีกแล้ว
และคราวนี้เหี่ยวสนิท
ความคิดที่จะส่งลูกสาวสองคนไปอยู่บ้านนอกก็ผุดขึ้นอีกครั้ง
ถ้าหลี่เยว่ไม่เห็นด้วย เขาอาจส่งเฉียนเฉียนไปอยู่กับตายายที่บ้านนอกก่อนก็ได้
เด็กสองคนนี่วุ่นวายเกินไปแล้ว
เฉียนเฉียนอายุเกินสี่ขวบแล้ว น่าจะช่วยตายายทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ แถมยังได้อยู่กับตายายแทนตัวเขาเพื่อตอบแทนบุญคุณ
เพียงไม่กี่นาที ซูจวิ้นเฟิงก็ตัดสินอนาคตของลูกสาวตัวเอง
ซูจวิ้นเฟิงแต่งตัวเรียบร้อยดีแล้ว ได้ยินหลี่เยว่เรียกเขาอย่างร้อนรน ก็ไม่มีเวลาไปปลอบลูกสาวตาน้ำขังอีก รีบวิ่งไปดูอาการบาดเจ็บของลูกติดทันที
“พี่สาม หน้าผากหว่านหว่านเลือดออก” เมื่อเห็นผู้ชายมา หลี่เยว่ก็เอ่ยเสียงลนลาน
“เร็วเข้า ไปโรงบาล”
ซูจวิ้นเฟิงรับเด็กที่ร้องไห้จ้าจากอ้อมอกของหลี่เยว่ แววตาฉายความปวดใจ ประคองหลี่เยว่ที่ตัวสั่นเทาเดินออกจากห้อง
ทันทีที่ก้าวออกจากห้องก็เหลือบไปเห็นบนเตียง คิ้วขมวดแน่น
เฉียนเฉียนโตป่านนี้แล้ว ยังฉี่รดที่นอนอีก
พ้นออกจากห้องแล้วเหลียวไปดูลูกสาว สั่งว่า “เฉียนเฉียน เจ้าไปจัดการที่นอนที่ฉี่รดซะ เดี๋ยวน้องสาวเจ้ากลับจากโรงบาลจะได้นอนพัก”
ซูม่อเฉียนฟังแล้วกำหมัดเล็กแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยโทสะ นี่มันพ่อเฮงซวยจริง ๆ อะไรที่สกปรกก็โยนมาให้นางหมด
นางเดินถลากเข้าไปสามสองก้าวด้วยความเดือดดาล ขวางทางซูจวิ้นเฟิงไว้ เงยหน้าขึ้นแล้วตะโกนเสียงดัง
“คนที่ฉี่รดที่นอนคือเจ้าหว่านเถียน ตาลุงไม่เห็นรึไงว่ากางเกงมันเปียก ส่วนกางเกงหนูแห้ง! หนูต่างหากที่ซวย”
ซูจวิ้นเฟิงที่อุ้มเด็กอยู่ถึงได้รู้สึกตัวว่าได้จับถูกกางเกงเปียก ๆ ของเจ้าหว่านเถียน
หลี่เยว่ฟังเสียงร้องโหยหวนของลูกสาวแล้วแทบจะใจจะขาด ตอนนี้ยังจะมีอารมณ์มาสนอีกว่าฉี่รดที่นอน?
“พ่อ ต้องขอโทษหนู! พ่อหาหนูผิด!”
ริมฝีปากของซูจวิ้นเฟิงกระตุกสองที เรื่องขอโทษลูกสาว เขาอายเกินกว่าจะทำ
หลี่เยว่ชิงเอ่ยขึ้นก่อน “เฉียนเฉียน น้องสาวหนูเจ็บ ต้องไปโรงบาลนะ รอกลับมาแล้วเดี๋ยวอาเป็นคนขอโทษหนูเองดีไหม ส่วนที่นอนนั่นหนูไม่ต้องจัดการหรอก ไว้เดี๋ยวอากลับมาเก็บเอง”
ซูจวิ้นเฟิงมองหลี่เยว่ที่แสนจะเข้าใจคน แล้วตวาดใส่ลูกสาวว่า “ยังไม่รีบหลบไปอีก”
“ขอโทษ!” ซูม่อเฉียนยืนกรานในเรื่องถูกหาว่าฉี่รดที่นอนนี้มาก
“เฉียนเฉียนหลบไปก่อนเถิด อาขอร้องเจ้าดีไหม” หลี่เยว่พลันน้ำตาคลอตา
เห็นคนรักร่ำไห้ ความอดทนของซูจวิ้นเฟิงก็หมดลง คว้าแขนลูกสาวแล้วโยกไปไว้ข้างทาง
ซูม่อเฉียนโกรธจนตวาด “นางเป็นพยาบาลไม่ใช่รึไง ที่บ้านก็มีชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือนางจะทำแผลไม่เป็น ถึงต้องพาไปโรงบาลด้วย!”
นางช่างเกลียดชังร่างน้อยไร้เรี่ยวแรงนี่เสียจริง
ถ้าเป็นนางตอนอายุสิบแปด ก็สามารถจัดการซูจวิ้นเฟิงให้ลงไปกองได้
ที่ไหนจะได้โดนเขี่ยโดนเหวี่ยงเหมือนลูกเจี๊ยบแบบนี้
ได้ยินที่ลูกสาวพูด ซูจวิ้นเฟิงหันไปมองหลี่เยว่ข้าง ๆ ใช่สิ หลี่เยว่เป็นพยาบาล พอร้อนรนเข้าเขาก็ลืมไปเลย
หลี่เยว่ก้มหน้าลงต่ำ แววตาแฝงความร้ายกาจ ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกทีก็ทำสีหน้าเว้าวอน
“พี่สาม มือฉันสั่นไปหมดแล้ว อีกอย่าง บนหัวเถียนเถียนก็ปูดใหญ่ขนาดนั้น เราก็ควรให้หมอดูด้วยว่าเป็นอะไรร้ายแรงหรือเปล่า”
ซูจวิ้นเฟิงเห็นว่าหลี่เยว่พูดมีเหตุผล จึงอุ้มเจ้าหว่านเถียนที่ร้องไห้จ้าตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาล
ซูม่อเฉียนมองตามพวกเขาไป แค่นเสียงเย็นชา ในเมื่อไม่มีใครสนใจนาง นางก็จะไปตักข้าวกินเองที่โรงอาหาร
ภารกิจสำคัญตอนนี้คือเติมพลังให้อิ่ม รีบ ๆ สูง ๆ ขึ้นมาเสียที ส่วนสูงที่จำกัด มันก็จำกัดว่าจะทำอะไรได้ด้วย
ใครจะรู้บ้างว่านางต้องอดทนทุกวันหนักหนาเพียงใด!