นางไม่รู้จักอานไหว จึงมิได้บันดาลโทสะโพล่งออกไป หากแต่ข่มอารมณ์ถามว่า “แม่นาง ไม่ทราบว่าท่านเป็น...”
ต้องยอมรับว่า หลานสาวใช้น้อยของอานหมิงจูรู้กาลเทศะดี รู้จักไต่ถามก่อน
เสี่ยวสี่หวาดหวั่นยิ่งนัก
“พี่สาวหมานตง อย่าเพิ่งโกรธเลยนะ” เสี่ยวสี่ค้อมกายผงกศีรษะ “นี่คือคุณหนูใหญ่เพิ่งกลับจวน เมื่อครู่ไปเรือนตนแล้วรู้สึกว่าไม่สู้ดี...”
เสี่ยวสี่พูดพลางก็มิอาจกล่าวต่อ
พลางเหลียวหลังมองอานไหวอย่างหวาด ๆ
“คุณหนูใหญ่ พวกเรากลับกันเถิด ข้าจะปัดกวาดลานเรือนให้อีกครั้ง...”
นี่เป็นเรื่องปัดกวาดครั้งเดียวได้หรือ?
อานไหวย่อมไม่ปล่อยให้หลานสาวใช้ตัวน้อยออกรบนำหน้าเป็นแน่
นางก้าวเดินเข้าไป
“เจ้าคือหมานตง สาวใช้คนสนิทของอานหมิงจูใช่ไหม?”
“ใช่” หมานตงบัดนี้ก็เข้าใจแล้ว “ท่านคือคุณหนูใหญ่”
“ไม่เลว สมองไวดี”
อานไหวกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม “ข้าถูกใจเรือนนี้ เจ้าไปเก็บข้าวของของอานหมิงจู แล้วย้ายออกไปให้ข้า”
เสี่ยวสี่ หมานตง และสาวใช้คนอื่นในเรือนล้วนตกตะลึง
หมานตงถึงกับยกมือขึ้นขยี้หู
“ท่านว่ากระไรนะ?”
อานไหวขี้เกียจพูดเปลืองน้ำลายกับนาง เดินตรงเข้าไปด้านใน
เกือบถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ หมานตงเพิ่งได้สติ รีบยื่นมือไปฉุดนาง
แต่ปลายนิ้วยังไม่ทันแตะต้องแขนอานไหว อานไหวก็พลันหันกลับมา เอื้อมมือผลัก
หมานตงรู้สึกเพียงว่าปวดร้าวที่บ่าราวกับกระดูกแตกหัก เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ถอยกรูดไปสามสี่ก้าวก็ยั้งไม่อยู่ ล้มกระแทกก้นกระแทกพื้น
“สาวใช้จากไหน กล้าขวางทางข้า”
อานไหวหมุนตัวเดินเข้าห้องโถง
แม้หมานตงจะเป็นเพียงสาวใช้ แต่นางคือสาวใช้คนสนิทของอานหมิงจู
อานหมิงจูเป็นที่โปรดปรานในจวนโหว อยากลมได้ลม อยากฝนได้ฝน ผู้ใดก็มิกล้าขัดใจ หมานตงย่อมเกาะอำนาจข่มเหง หยิ่งผยอง
ถูกข่มเหงเช่นนี้ย่อมมิเคยประสบมาก่อน
นางยังไม่ทันตะเกียกตะกายลุกขึ้น แจกันใบทะยานกราวออกจากห้องตรงเข้าใส่
หล่นข้างกายหมานตงแตกกระจายเป็นเสี่ยง
เศษกระเบื้องบาดผ่านหน้าหมานตง กรีดเป็นริ้วโลหิตบนผิวพรรณเนียนละเอียด
หมานตงรู้สึกเพียงว่าที่หน้าเจ็บแปลบ เอื้อมมือลูบ ยกขึ้นดูตรงหน้า
สีแดง คือเลือด
“อ๊า!!”
หมานตงร้องลั่น “ไปเชิญฮูหยินเร็วเข้า ไปเชิญคุณหนูรองด้วย”
ในสายตานาง อานไหวคลั่งแล้ว!
อานไหวหาได้คลั่งไม่ เขวี้ยงแจกันใบที่สองออกมาแล้ว
“เด็กสาวอายุยังน้อย จะเล่นของขาว ๆ ดำ ๆ ไปไย? คนไม่รู้คงนึกว่าคนในเรือนนี้ใกล้ตายแล้ว”
อานไหวไม่ชอบ “มาสักสองสามคน ย้ายของสีเรียบ ๆ สีหม่น ๆ ในห้องออกไปให้ข้าหมด ข้าชอบสีสดใส ขนไปเปลี่ยนให้ข้าด้วย”
สามร้อยปีใต้ผืนดิน
ต่อให้แสงเที่ยงวันก็ส่องผ่านมิลง
ดำ ดำ ดำ ดำชั่วนิรันดร์ นางช่างเหลืออดเต็มที
หมานตงนั่งร้องไห้อยู่กับพื้น สาวใช้น้อยหลายนางก้มหน้านิ่งอยู่ข้าง ๆ มิกล้าขยับ
เสี่ยวสี่ยิ่งหวาดกลัวน้ำตาคลอ
ดีที่บ่าววิ่งแจ้นไปฟ้องแล้ว
ฮูหยินโหวกับอานหมิงจูกำลังนั่งคุยอยู่ในห้อง มิพ้นเรื่องนินทาอานไหว
“หลายวันนี้ ลำบากหมิงจูของเราแล้ว”
ฮูหยินโหวจับมืออานหมิงจูลูบเบา ๆ “รอให้เรื่องวิวาห์ระหว่างนังเด็กเวรกับองค์ชายสามสำเร็จลุล่วง พักสักหน่อย แม่จะหาครอบครัวดี ๆ ให้เจ้าสักหลังแน่”
อานหมิงจูซุกศีรษะคลอเคลียไหล่ฮูหยินโหวอย่างออดอ้อน “ท่านแม่ ท่านช่างเป็นแม่ที่ดีที่สุด ชาติหน้า ข้าจะขอเกิดเป็นบุตรสาวของท่านอีก”
ชั่วขณะหนึ่ง เป็นภาพแม่ลูกปรองดองอบอุ่น
หารู้ไม่ว่าเรือนฟางเฟยกำลังปั่นป่วนอลหม่าน
สาวใช้น้อยของอานหมิงจูวิ่งกระหืดกระหอบพรวดเข้ามา
“ฮูหยิน คุณหนู... เมื่อครู่ที่เรือนฟางเฟยมีผู้หญิงบ้าบุกเข้ามา... ทุบบ้างทุบบ้าง...”
ฮูหยินโหวกับอานหมิงจูผุดลุกขึ้นพร้อมกัน
เวลานี้ อานไหวเก็บกวาดข้าวของในห้องออกไปไม่น้อยแล้ว
ตัวนางช่วยมิได้ สาวใช้ไม่มีใครยอมลงมือ นางจึงต้องทำเอง
โชคดีที่นางแรงมาก
ครั้นฮูหยินโหวกับอานหมิงจูรีบรุดมาถึง อานไหวเพิ่งดึงภาพเขียนบนผนังลงมา ฉีกขาดสองท่อน ขยำยับยู่ยี่
ภาพวาดหมึกพรมภูผาลำธารอะไรนั่น ดำทะมึน มองแล้วชวนหงุดหงิด
อานหมิงจูเห็นแล้วแทบบ้าคลั่ง
มองของพังเสียหายเกลื่อนลาน นางกระโจนพรวดเข้าไป
หยิบอันนั้นดู อันนี้ชม หัวใจราวหยดเลือด
“แจกันหยกน้ำเต้าของข้า!”
“ภาพเหยียบหิมะชมบุปผาของข้า!”
นี่ล้วนเป็นภาพเขียนของจริง ล้วนมีค่ามาก
อานหมิงจูเดือดดาลจนวูบวาบ เงยหน้าจ้องเขม็งใส่อานไหว ดวงตาแดงก่ำแทบหยดเลือด
เกือบจะรักษากิริยาสำรวมของสตรีสูงศักดิ์ไว้มิได้
ฮูหยินโหวก็เช่นกัน
นางชี้นิ้วเขย่า ๆ ใส่อานไหว นิ้วสั่นระรัวดุจใบไม้ปลิดปลิวกลางลม
“บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว เจ้าเป็นนังเด็กบ้าจริง ๆ” เสียงฮูหยินโหวสั่นเครือด้วยโทสะ “อานไหว เจ้าทำอะไร?”
อานไหวสาวเท้าเดินออกมาช้า ๆ
เหวี่ยงภาพสีน้ำหมึกขาดสองท่อนในมือทิ้งพื้นตามสบาย
“ท่านแม่ หม่อมฉันไม่ชอบเรือนที่ท่านจัดให้ หม่อมฉันชอบเรือนฟางเฟย” อานไหวดีดนิ้วลงที่ของพังเสียหายกองอยู่บนพื้น “แต่หม่อมฉันไม่ชอบของอับมัวไร้ชีวิตชีวาพวกนี้ เรียกคนมาเก็บที แล้วหาของสดใสกว่านี้มาแทน”
อานหมิงจูตระกองลูกสะบ้าของแตกในมือวางลงอย่างตัวสั่น ลุกพรวดเข้าใส่
นางกระชากคอเสื้ออานไหวแรงหนึ่งเฮือก
“เจ้ากล้าดีอย่างไร เจ้ากล้าดีอย่างไร...”
อานไหวยิ้มน้อย ๆ กระซิบข้างหูอานหมิงจูด้วยเสียงต่ำ “ก็หาเรื่องใส่ข้าสิ เช่นนั้นข้าก็จากไป หากข้าไป ก็มิอาจแต่งงานแทนเจ้าได้แล้ว”
อานหมิงจูนิ่งค้างราวถูกกดจุด
สติกลับคืนสงบนิ่งโดยพลัน
อานไหวดันนางออกเต็มแรง
แม้บัดนี้นางยังมิทราบว่าตระกูลอานตามนางกลับมาเพื่อให้ออกเรือนให้ผู้ใด แต่ชัดเจนว่าไม่ใช่การแต่งงานที่ดี
ทั้งยังเป็นตระกูลที่มิอาจขัดใจ
มิเช่นนั้นสกุลหย่งอานโหวก็จะไม่วุ่นวายเพียงนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มิเหมาะหรือที่จะใช้ข้อนี้มาบีบตระกูลอาน?
มีข้ออ่อนอยู่ในมือไม่ใช้ โง่เสียเปล่า
สกุลอานยอมทิ้งนางลงหลุมไฟ แต่จะทิ้งอานหมิงจูซึ่งอยู่ในฝ่ามือได้หรือ?
ฮูหยินโหวเดือดพล่านยกมือขึ้น ฝ่ามือยังไม่ทันฟาดลงก็ถูกอานหมิงจูโผเข้ากอดรั้งไว้
“แม่ แม่ อย่านะ...” อานหมิงจูกัดฟันเสียดกราม “พี่ใหญ่ชอบเรือนนี้ ก็ยกให้พี่เถิด...”
ฮูหยินโหวตะลึงงัน
อานไหวหัวเราะ “ท่านแม่ ท่านได้ยินแล้วกระมัง คุณหนูรองบอกว่า เรือนนี้ยกให้ข้าแล้ว ไม่ยอมก็มิได้นะ หากไม่ยอม ข้าจะอารมณ์ไม่ดี อารมณ์ไม่ดีก็จะร่างกายไม่ดี ร่างกายไม่ดีก็ไม่แน่ว่าจะป่วยตายลงไป... หากป่วยตาย แล้วใครจะออกเรือนเล่า? ในสกุลหย่งอานโหวยังมีบุตรสาวรอแต่งงานคนที่สองอีกหรือ?”
ฮูหยินโหวอ้าปากค้าง
คาดไม่ถึงเลยว่าอานไหวกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้
นางถูกเลี้ยงในเรือนกลางทุ่งนานาใช่หรือ?
มิควรจะขลาดกลัวหวาดระแวง นอบน้อมอ่อนน้อมดอกหรือ?
นี่มันอะไรกัน?
อานไหววางจอกชาลง ก้าวเข้าไปสองก้าว
“ท่านแม่ เรือนนี้จะให้หม่อมฉันไหม?”
ฮูหยินโหวนึกอยากอ้าปากด่า แต่ถูกอานหมิงจูดึงชายเสื้อไว้แน่น
ส่งสายตาปรอย ๆ ให้ตลอด
ห้าวัน เหลือเพียงห้าวัน
วันนี้ยามพลบค่ำแล้ว กำหนดออกเรือนคือวันที่ห้า ตัดหัวท้ายเหลือเพียงสามวัน
ขอเพียงผ่านสามวันนี้ไป อานไหวก็ไสหัวไปแล้ว
ใจร้อนมิอดทนจะเสียการใหญ่
น้ำตาอาบแก้มของอานหมิงจูทำให้ฮูหยินโหวปวดใจยิ่ง
นางได้ยินจากหลิ่วมามาว่าอานไหวสุขภาพไม่ดี หากโมโหจนเป็นอะไรไปจริง ๆ หมิงจูของนางก็ต้องไปกระโดดหลุมไฟแทน
มิได้เด็ดขาด!
ฮูหยินโหวข่มกลั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า