ญาติสกุลเซี่ยยังคงเดินออกทางประตูหลังเช่นเดิม
รถม้าที่จะไปส่งพวกเขาเตรียมมารออยู่ตรงประตูหลังแต่เนิ่น ๆ เหล่าบ่าวไพร่คอยสอดส่องอยู่หน้าประตูพักใหญ่ จนแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดพบเห็น จึงได้ปิดบังอำพรางให้คนเหล่านั้นขึ้นรถม้าไป
รอจนกระทั่งรถม้าเคลื่อนออกจากจวนโหวหย่งชางไปแล้ว ท่านซานผู้เฒ่าถึงได้หยิบแผ่นหยกที่ตนขอมาออกมา
เขาจ้องแผ่นหยกในมืออยู่นานแสนนาน แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ “เมื่อครู่พวกเจ้าเห็นหรือไม่ ว่าตรงประตูหลังนั้น ยังมีรถม้าจอดอยู่อีกคันหนึ่ง”
เซี่ยเม่าเหล่ยอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆ รำลึกความทรงจำ แล้วถึงได้ประหนึ่งเพิ่งนึกออก “มีรถม้าคันเล็ก ๆ จอดอยู่คันหนึ่งขอรับ!”
ท่านซานผู้เฒ่าเก็บแผ่นหยก แล้วจึงหัวเราะเยาะ “เกรงว่านั่นจะเป็นเรือนรองแล้วกระมัง คนเรือนรองดูก็รู้ว่าเป็นพวกขลาดเขลา แต่กลับเป็นคนที่ช่ำชองในการใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือเสียจริง!”
เซี่ยเม่าเพ่ยขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย “ท่านซานผู้เฒ่าหมายความว่า ที่จวนโหวหย่งชางแห่งนี้ยื่นมือเข้าช่วย ก็เพราะเรือนรองหรือขอรับ”
“มิเช่นนั้นเขาจะแสวงหาสิ่งใดเล่า!” ท่านซานผู้เฒ่ามีแววตาดุดันเย็นชา “เรือนรองคงต้องสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์อะไรแก่เขา อำนาจทางทหาร เงินทอง หรือไม่ก็สตรี มิฉะนั้นไยเขาจึงต้องยอมเสี่ยงเช่นนี้ออกหน้าแทนพวกนั้น”
เซี่ยเม่าเหล่ยก็เข้าใจในทันที “ในเมื่อท่านซานผู้เฒ่ารู้อยู่ว่า ที่แท้เบื้องหลังคือเรือนรองที่ก่อกวน เหตุใดจึงยังรับปากพวกเขาอีกขอรับ”
“ที่เรายอมรับปาก ก็เพราะมีผลประโยชน์!” เซี่ยเม่าเพ่ยห้ามปรามเซี่ยเม่าเหล่ย “พี่ใหญ่อย่าเพิ่งร้อนใจไป เราลองฟังท่านซานผู้เฒ่าว่าอย่างไรก่อนเถิด”
ท่านซานผู้เฒ่ามองเซี่ยเม่าเหล่ยอย่างรังเกียจ “เจ้าโง่เอ้ย เซี่ยเม่าเซียนสาขานี้ทายาทก็บางเบา ถึงจะเป็นเรือนรอง ก็มีลูกชายเพียงคนเดียว ฆ่าหนึ่งก็คือฆ่า ฆ่าสองก็ยังไงก็คือฆ่า!”
ดวงตาของเซี่ยเม่าเพ่ยเป็นประกายวาบ “ท่านหมายความว่า……”
