เสียงคำรามทุ้มต่ำของเครื่องยนต์ผสานเข้ากับแสงสีของเมืองที่ไหลผ่านนอกหน้าต่าง
สุ่ยเหลียนซงปรับอารมณ์เล็กน้อย หันข้างมาแล้วลดน้ำเสียงลง เอ่ยอย่างจริงใจ
“รุ่นน้อง เธออาจไม่เชื่อ แต่พูดตามตรงนะ ตั้งแต่แรกเห็นฉันก็รู้สึกว่าเธอพิเศษมาก อาจฟังดูเชยไปหน่อย แต่ฉันตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็นจริง ๆ”
เสิ่นหมิงเยว่หัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะไม่ดังนัก แฝงความออดอ้อนของหญิงสาวอยู่เล็กน้อย ทว่ากลับเหมือนเข็มเล่มจิ๋วที่จิ้มฟองสบู่แห่งความคลุมเครือซึ่งเขาจงใจสร้างขึ้นจนแตกอย่างแม่นยำ
“รุ่นพี่” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย “ประโยคนี้พี่พูดกับผู้หญิงมาแล้วกี่คนคะ?”
สุ่ยเหลียนซงยกมือขึ้นอย่างว่องไว ทำท่าสาบาน “ไม่เชื่อเหรอ? ฟ้าดินเป็นพยาน รุ่นน้อง เธอเป็นคนแรกแน่นอน ฉัน สุ่ยเหลียนซง ขอสาบานต่อฟ้าเลย”
รอยยิ้มบนใบหน้าเสิ่นหมิงเยว่ลึกซึ้งขึ้น
หึ...
ใคร ๆ ก็สาบานเป็นทั้งนั้น
ขอแค่อย่าเอาไปโพสต์ลงโซเชียลก็พอ
เธอไม่ได้ติดใจเรื่องคำสาบานของเขา แต่ต่อยอดคำพูดนั้นแล้วโยนคำถามที่ร้ายกาจยิ่งกว่าออกมา
“อ๋อ คนแรกงั้นเหรอ?”
หญิงสาวกะพริบตา ขนตายาวงอนสะบัดไหวราวปีกผีเสื้อ น้ำเสียงลอยละล่อง “งั้น...พี่ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นครั้งไหนกันคะ?”
เธอเอนตัวเล็กน้อย สายตาจับจ้องสีหน้าตะลึงงันของสุ่ยเหลียนซง ก่อนจะถามยิ้ม ๆ ทีละคำอย่างชัดเจนและเชื่องช้า
“ครั้งที่ชนฉันในโรงอาหารวันนี้เหรอคะ? หรือว่าครั้งก่อน...”
สุ่ยเหลียนซงชะงักไป
สีหน้าที่แสร้งทำเป็นลึกซึ้งของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความตะลึงงันและงุนงงจริง ๆ ในพริบตา
“ครั้งก่อนอะไร? เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ?”
เขาถามกลับโดยไม่ทันคิด คิ้วขมวดเข้าหากัน สมองเร่งค้นหาความทรงจำ
ก่อนหน้านี้เราสองคนเคยเจอกันด้วยเหรอ???
