หวังฮุยไคเพิ่งหิ้วถังน้ำสะอาดขึ้นมาจากชั้นล่าง ก็เห็นเสิ่นหมิงเยว่กำลังโงนเงนแทบจะล้ม คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย
เธอทำตามที่เขาบอก หมุนตัวอย่างระมัดระวังแล้วกระโดดลงจากเก้าอี้ ก้มหน้าก้มตาเดินผ่านเขาไป
หวังฮุยไคเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว กระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ แล้วยื่นมือรับผ้าเก่าชื้นหมาดในมือของเสิ่นหมิงเยว่
เขาตัวสูง แขนก็ยาว จึงเอื้อมถึงฝุ่นหนาที่เกาะอยู่บนขอบหน้าต่างได้อย่างง่ายดาย แล้วเริ่มออกแรงเช็ด
ผ้าสกปรกอย่างรวดเร็ว
เขาโยนผ้าลงถังน้ำข้างเท้าได้อย่างแม่นยำ กำลังจะกระโดดลงมาซักผ้าแล้วเช็ดต่อ เสิ่นหมิงเยว่ก็เดินเข้าไปก่อน ก้มลงซักผ้าให้
จากนั้นก็ส่งผ้าคืนให้เขา
“นี่ค่ะ ให้คุณ”
หวังฮุยไคได้ยินแล้วก็ก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ยื่นมือไปรับ
แต่จู่ ๆ เขาก็นิ่งงันไป
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องเฉียงเข้ามาจากหน้าต่างสูงพอดี ราวกับไฟสปอตไลต์บนเวที สาดลงบนใบหน้าของเธออย่างไม่ปิดบัง
ใบหน้าที่เธอตั้งใจใช้หน้าม้าปกปิดมาตลอด พลันเผยออกเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เส้นผมแยกออกไปทั้งสองข้าง
ราวกับเมฆหมอกถูกปัดออก เผยให้เห็นดวงจันทร์
ใบหน้าเล็กทรงไข่ เส้นสายอ่อนโยน ผิวขาวงาช้างเนียนละเอียดจนดูโปร่งแสง ยามนี้แต้มสีชมพูระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งที่ชวนหลงใหลที่สุดคือดวงตาคู่นั้น รูม่านตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนประกายอบอุ่นนุ่มนวลดุจอำพันเมื่อแสงตกกระทบ ดวงตาทรงอัลมอนด์ค่อนข้างกลม หางตาตกเล็กน้อย ดูไร้เดียงสาโดยธรรมชาติ ขนตายาวดำราวขนนกกาสั่นไหวเบา ๆ ขณะเงยหน้ามอง
ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าทั้งใบสะอาดบริสุทธิ์ดุจหยาดน้ำค้างที่ควบแน่นอยู่ในลำธารบนภูเขา
