ดูเหมือนแม้แต่สวรรค์ก็ยังช่วยฉันสินะ
เสิ่นหมิงเยว่ประคองปลายนิ้วที่สั่นระริกให้สงบนิ่ง แล้วค่อย ๆ ยื่นถาดออกไปอย่างมั่นคงพร้อมเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ที่ฝึกฝนมาเป็นพันครั้งตามแบบมารยาทมาตรฐาน แฝงความเคารพไว้อย่างพอเหมาะพอดี
หลูยวนเจิงกำลังเอียงศีรษะฟังนายทหารระดับสูงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดคุย ใบหน้าประดับรอยยิ้มผ่อนคลาย มือยื่นไปรับพวงมาลัยอย่างไม่ใส่ใจนัก
ท่าทางดูสบาย ๆ
ทว่าเมื่อสายตาเขาบังเอิญมองไปหยุดที่ใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า มือที่ยื่นออกไปก็ชะงักเล็กน้อย
แสงไฟเจิดจรัสบนเวทีสาดลงบนใบหน้าของเธออย่างเต็มที่ จนผิวดูโปร่งแสงแทบจะไร้ที่ติ ละเอียดเนียนจนมองไม่เห็นรูขุมขนแม้แต่น้อย
ดวงตาคู่นั้นที่เงยขึ้นมองเขาใสกระจ่างราวกับอำพันแก้วที่จมอยู่ใต้น้ำ
ชุดกี่เพ้าสีแดงเข้มขับให้ลำคอของเธอดูระหง รูปร่างอ้อนแอ้นงดงาม ราวกับดอกบัวแรกแย้มที่ยังมีหยาดน้ำค้างเกาะพราว
งดงามสดใส ทั้งยังชวนให้ใจหวั่นไหว
เพียงชั่วขณะเดียว
เป็นชั่วขณะที่สั้นเหลือเกิน
ท่าทีสบาย ๆ และรอยยิ้มในดวงตาของเขาราวกับหยุดนิ่งไปหนึ่งในสิบวินาที ก่อนจะกลับคืนเป็นปกติ คล้ายกับว่าไม่เคยมีช่วงชะงักงันนั้นเกิดขึ้น
เขาหยิบพวงมาลัยจากถาดในมือเธออย่างคล่องแคล่ว ปลายนิ้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเฉียดผ่านผ้ากำมะหยี่สีแดงตรงขอบถาด
“ขอบคุณ” เสียงของเขาทุ้มต่ำ แฝงความฉับไวแบบทหารไว้เล็กน้อย
“ยินดีรับใช้ค่ะ”
เสียงของหญิงสาวหวานใสนุ่มนวลราวกับสายลมพัดผ่าน ทุกคำชัดถ้อยชัดคำและฟังดูเรียบร้อยน่าเอ็นดู
เธอพยักหน้าเบา ๆ สายตายังคงเว้นระยะห่างอย่างสุภาพและให้เกียรติ ไม่จ้องมองนานเกินไปแม้แต่วินาทีเดียว ก่อนจะถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างเป็นธรรมชาติด้วยท่วงท่าสง่างาม เปิดพื้นที่ให้เขา
