เย่เฟิงย้อนกลับไปหนึ่งประโยคก็ง้างมือของเขาออก จากนั้นพาหวั่งไห่เดินไปอย่างเร่งรีบ
มองดูแผ่นหลังของเย่เฟิงที่เดินจากไป ร่างของจางเฉียงก็สั่นเทาขึ้นมา
ตอนนั้นเองเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งก็พูดอย่างร้อนใจว่า
“เงินนั่นฉันเอาไปผ่อนบ้านหมดแล้ว จะให้ไปหาเงินที่ไหนมาใช้คืนกัน!”
“หนึ่งแสนของฉัน เมียเอาไปให้น้องชายซื้อบ้านแล้ว ฉันก็ใช้คืนไม่ได้เหมือนกัน!”
เห็นทุกคนร้อนใจจนแทบขาดใจ จางเฉียงนั่งลงอีกครั้งแล้วพูดอย่างดูถูกว่า
“จะตกใจกันไปทำไม ก็ไม่ใช่แค่พวกเราสองสามคนที่ทำบัญชีปลอม แผนกการตลาดใครบ้างไม่ทำ? แล้วทำไมให้พวกเราคนเดียวใช้คืน? ทุกคนไม่ต้องใช้ ฉันจะดูว่าเย่เฟิงจะทำอะไรได้!”
“แต่เขาบอกว่าถ้าพวกเราไม่ใช้เงินก่อนเลิกงานวันนี้ จะแจ้งตำรวจจับพวกเรานะ!”
“นั่นเขาขู่พวกนายเล่น ๆ น่ะ พวกเราหลายคนรวมกันมีค่าใช้จ่ายที่ตั้งเบิกอย่างน้อยเป็นพันรายการ เขาจะไปถามให้หมดภายในวันเดียวได้ยังไง ไม่ต้องไปสนใจเขา!”
“จริงด้วย งั้นจางเฉียง พวกเราฟังนายแล้วกัน!”
“ฟังฉันเถอะ ไม่มีทางผิด!”
จางเฉียงพูดจบก็มองไปที่ประตูสำนักงาน แล้วพูดเสียงเย็นว่า
“ฉันจะไม่ใช้เงิน แล้วดูซิว่าไอ้หมานี่จะทำอะไรได้!”
…
“พี่เฟิง ถ้าจางเฉียงกับพวกไม่ยอมใช้เงิน พวกเราจะทำยังไง?”
เผชิญกับคำถามของหวังไห่ เย่เฟิงเดินเข้าไปในแผนกจัดซื้อแล้วพูดว่า
“ไม่ใช้เงินก็เตรียมกินข้าวในคุกได้เลย”
“บริษัทจะแจ้งตำรวจจริง ๆ เหรอ?”
“ไม่งั้นนายคิดว่าฉันมาเล่นขำ ๆ กับนายเหรอ?”
เย่เฟิงถามกลับไปหนึ่งประโยค แล้วมองไปที่พนักงานแผนกจัดซื้อที่กำลังคุยกันอยู่ พูดเสียงดังว่า
“ผู้จัดการเฉินของแผนกจัดซื้ออยู่ไหน ฉันมาทวงหนี้แล้ว!”
ตลอดทั้งวัน เย่เฟิงกับหวังไห่วิ่งวุ่นไปมาระหว่างแผนกต่าง ๆ
จริง ๆ แล้วเมื่อเช้าเขาได้ส่งอีเมลไปบอกพนักงานที่โกงเงินบริษัทให้คืนเงินแล้ว แต่กลัวว่าบางคนจะไม่ยี่หระ ก็เลยต้องไปด้วยตัวเองให้เห็นกันจะ ๆ
บ่ายสี่โมงครึ่ง
หวังไห่ตามเย่เฟิงเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวใหม่ แล้วทิ้งตัวนั่งบนโซฟาพลางบ่นว่า
