หวังม่านลี่ขยับหลบ เผยให้เห็นคนห้าคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
หวังม่านลี่แนะนำทีละคน “จางเสี่ยวหลง รุ่นปี 16 โจวปอ รุ่นปี 16 หูลี่คุน รุ่นปี 16 หลี่หู่ รุ่นปี 16 เฉินเจิ้นหัว รุ่นปี 16”
เฉินเจิ้งกวาดตามองพวกเขาทีละคน ดูไม่ต่างจากนักศึกษาทั่วไป หลี่หู่ที่เขาเพิ่งตรวจดูข้อมูลไปเมื่อครู่ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
ยกเว้นโจวปอที่ย้อมผมสีเหลืองอ่อนอย่างนุ่มนวลไม่ฉูดฉาด สวมแหวนเงินวงบางกับต่างหูเพชรเม็ดเล็กข้างเดียว ผิวสะอาดเนียนละเอียด แววตาผ่อนคลาย
อีกสี่คนต่างจากเขา พวกนั้นใส่เสื้อยืดราคาถูกที่ซักจนยับ ผิวคล้ำ ท่าทางขาดความมั่นใจและเก้ ๆ กัง ๆ
“สวัสดีครับท่านอธิการบดี” ทั้งห้าคนเดินเข้ามาในห้องทำงานแล้วเอ่ยทักทายกันอย่างไม่พร้อมเพรียงนัก
เมื่อเห็นใบหน้าของเฉินเจิ้งที่อายุห่างจากพวกเขาไม่กี่ปี แววตาของทุกคนก็ฉายความประหลาดใจออกมา
เฉินเจิ้งหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่ตอบรับและไม่พูดอะไร
สองนาทีผ่านไป เฉินเจิ้งก็ยังไม่พูดอะไร ทั้งห้าคนมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ
ห้านาทีผ่านไป เฉินเจิ้งก็ยังคงเงียบ
“ท่านอธิการบดี เรียกพวกเรามามีธุระอะไรหรือครับ” โจวปอที่ทนไม่ไหวเป็นคนแรกที่เอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความสงสัย
เขาแอบบ่นในใจว่า “ก็แค่เกิดมามีพร้อม จะวางท่าอะไรนักหนา”
“ได้ยินเลขานุการหวังบอกว่า พวกนายทุกคนอยากเป็นทหารใช่ไหม” ในที่สุดเฉินเจิ้งก็เอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า
สิ้นเสียง หลี่หู่กับอีกสี่คนก็หันมาสบตากันทันที แววตาฉายความระแวดระวังและสับสนขึ้นมาในพริบตา
คำว่า “เป็นทหาร” สำหรับพวกเขาแล้ว คือทั้งความฝันในตอนแรกและบาดแผลที่ตอนนี้ไม่อยากเอ่ยถึงที่สุด
“ครับ” มีเพียงหลี่หู่ที่พยักหน้าตอบ
อีกสี่คนมองเฉินเจิ้งด้วยแววตาระแวดระวัง แต่ไม่ตอบอะไร
นักศึกษาใหม่อาจไม่รู้ว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นอย่างไร แต่พวกนักศึกษารุ่นปี 16 อย่างพวกเขารู้ดีเกินไป
พวกนายทุนหน้าเลือด! ตอนนั้นพวกเขาสอบเป็นทหารไม่ได้ จึงหลงเชื่อคำหลอกลวงเรื่องการบริหารแบบกึ่งทหารและเรียนจบแล้วมีงานรองรับ ถึงได้ถูกหลอกเข้ามา
ตอนนี้ยังจะมาพูดเรื่องเป็นทหารกับพวกเขาอีก ไม่คิดว่ามันน่าขำหรือไง
เฉินเจิ้งมองแววตาของคนทั้งหลายที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทั้งต่อโรงเรียนและต่อตัวเขา
“เฉินเจิ้นหัว อายุสิบเก้า นักศึกษารุ่นปี 16 สาขาการจัดการความปลอดภัย ห้องสอง พ่อเป็นคนขับรถบรรทุกทางไกล แม่ป่วยตอนนายเรียนมัธยมปลายปีสอง พ่อของนายหาเงินค่ารักษาจนต้องขับรถทั้งที่เหนื่อยล้าและขับเร็วเกินกำหนดอย่างร้ายแรง จนเกิดอุบัติเหตุและถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่ออุบัติเหตุทางถนน นายเลยไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติเพื่อเข้าเป็นทหาร”
“หลี่หู่ อายุสิบเก้า กว่าหนึ่งปีก่อนทำงานที่ไซต์ก่อสร้าง กระดูกน่องขาซ้ายถูกเหล็กเส้นหล่นใส่จนหักเป็นแนวตรง ทิ้งอาการเรื้อรังไว้ พออากาศครึ้มฝนก็ปวด หลังออกกำลังกายหนักจะรู้สึกเมื่อยและไม่มีแรง ผลทดสอบสมรรถภาพร่างกายตอนตรวจเลือกทหารจึงไม่ผ่าน”
“โจวปอ อายุสิบเก้า ครอบครัวทำธุรกิจเสื้อผ้า ไม่ขาดเงิน ที่มาเรียนที่นี่เพราะพ่อแม่ลำเอียง ตั้งแต่เด็กก็เห็นว่าน้องชายฉลาดกว่าและเรียนเก่งกว่านาย ปีนี้น้องชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยแนวหน้า 985 ได้”
“จางเสี่ยวหลง หูลี่คุน พวกนายสองคนก็เกือบจะทำสำเร็จแล้ว แต่ไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติเพราะปัญหาทางครอบครัว รายละเอียดฉันจะไม่พูดให้มากความแล้วกัน”
หวังม่านลี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งมองเฉินเจิ้งด้วยความตกตะลึง
เธอรู้เรื่องราวเบื้องลึกของนักศึกษาพวกนี้อยู่บ้างจากแฟ้มประวัติและการสังเกตในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ละเอียดถึงขนาดนี้แน่นอน
นักศึกษาทั้งห้าคนนี้เป็นกลุ่มที่เธอสุ่มพามาจากบรรดานักศึกษาที่เธอมีความประทับใจดีด้วยเป็นพิเศษ
อธิการบดีที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่กี่วันรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
เมื่อเทียบกับความประหลาดใจของหวังม่านลี่แล้ว บนใบหน้าของหลี่หู่กับเพื่อนอีกสี่คนมีเพียงความโกรธที่บาดแผลเก่าถูกเปิดออก
“งั้นฉันถามพวกนาย ตอนนี้ยังอยากเป็นทหารอยู่ไหม” น้ำเสียงของเฉินเจิ้งไม่ดังนัก แต่ทำให้รูม่านตาของหลี่หู่หดลงเล็กน้อย
อีกสี่คนยังคงเงียบ ไม่ตอบอะไร ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้นห้าตัว
การตรวจสอบประวัติเข้มงวดถึงขนาดนั้น พวกเขาอยากเป็นทหารแล้วจะได้เป็นตามใจหรือไง
หวังม่านลี่ถึงกับอึ้งไป ไม่เข้าใจว่าเฉินเจิ้งคิดจะทำอะไร
“ไม่อยากใส่เครื่องแบบทหารที่เรียบกริบในอีกสองปีข้างหน้า แล้วให้นายอำเภอกับผู้นำระดับอำเภอมาติดป้ายเกียรติยศครอบครัวทหารไว้ที่ประตูบ้านด้วยตัวเองหรือไง? อยากให้พ่อของนายยืดอกได้อย่างภาคภูมิต่อหน้าญาติกับเพื่อนบ้านที่เคยดูถูกครอบครัวนายหรือเปล่า? อยากให้พ่อแม่ที่เอาแต่รักน้องชายชี้มาที่นายแล้วพูดว่า ‘นี่คือลูกชายคนโตของฉัน เขาสร้างผลงานในกองทัพ’ ไหม?”
เฉินเจิ้งพูดจบ เห็นคนทั้งหลายยังคงเงียบกริบ... ในใจก็อดรู้สึกจนปัญญาไม่ได้
นักศึกษาพวกนี้ระแวดระวังกันเหลือเกิน คงถูกวิทยาลัยอาชีวะแส้แห่งนี้ทำร้ายจิตใจมาหนัก...
“ดูท่าคงไม่อยากแล้วสินะ” เฉินเจิ้งหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเยาะแล้วมองพวกเขาด้วยสีหน้าเย้ยหยัน “ก็ใช่ อยู่ในโรงเรียนให้จบ ๆ ไป เอาวุฒิไปขันน็อตในโรงงานหรือส่งอาหาร แบบนั้นสบายที่สุดสำหรับพวกนายแล้ว ส่วนอนาคตที่พี่สาวยอมเสียสละเพื่อให้ได้เรียน หรือพ่อที่ชี้มาที่นายซึ่งไม่เอาไหนแล้วพูดว่า ‘ไม่มีลูกชายคนโตคนนี้ก็ไม่เป็นไร’ พวกนายก็ไม่สนใจหรอก”
“ผมอยากเป็นทหาร!” หลี่หู่เก็บกลั้นความอัดอั้นไว้ไม่ไหว จึงตะโกนตอบออกมา “แต่ขาผมมีแผล เลยเป็นไม่ได้!”
ด้วยความโมโห สำเนียงบ้านเกิดถึงกับหลุดออกมา
“ถ้าฉันมีวิธีล่ะ” สีหน้าของเฉินเจิ้งเปลี่ยนไป “จากนี้ฉันจะฝึกพวกนายหนักกว่าที่เขียนไว้ในใบรับสมัครหลายเท่า พอเรียนจบ สมรรถภาพร่างกายกับการตอบสนองของพวกนายจะแข็งแกร่งกว่าทหารพิเศษ จนสามารถเข้าหน่วยรบชั้นเลิศของจริงได้”
เฉินเจิ้งพูดอย่างถ่อมตัวแล้ว ถ้าเอาพอยต์ศักยภาพวันละหนึ่งหมื่นแต้มไปเพิ่มให้หมูหลายพันตัว อีกไม่กี่เดือนพวกมันก็คงแข็งแกร่งพอ ๆ กับหมูของประเทศเราแล้ว
แต่พอเขาพูดจบ อย่าว่าแต่หลี่หู่กับเพื่อนอีกสี่คนเลย แม้แต่หวังม่านลี่ก็เบิกตากว้างมองเฉินเจิ้ง ราวกับสงสัยว่าเขาเสียสติไปแล้วหรือเปล่า
พวกเขาเป็นแค่วิทยาลัยอาชีวะห่วย ๆ จะฝึกคนให้เป็นทหารพิเศษได้อย่างไร นี่มันเพ้อฝันชัด ๆ!
หลังจากหลี่หู่กับเพื่อนอีกสี่คนตกตะลึงไปชั่วขณะ ก็อดคิดไม่ได้ว่าอธิการบดีหนุ่มคนใหม่นี่เป็นพวกป่วยเป็นโรคจูนิเบียวหรือมีปัญหาทางจิตกันแน่
“หึ ๆ...” โจวปออดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ท่านอธิการบดี อ่านนิยายมากไปหรือเปล่า หรือคิดว่านักศึกษาในโรงเรียนของท่านเป็นคนโง่กันหมด”
เฉินเจิ้นหัวกับคนอื่น ๆ เห็นว่าเฉินเจิ้งไม่ได้พูดเล่น ก็กลอกตามองบนไปหลายครั้งแล้ว
“แน่นอนว่าพวกนายยังมีทางเลือกที่สอง” จู่ ๆ เฉินเจิ้งก็เปิดลิ้นชัก หยิบธนบัตรสีแดงสดออกมาห้าปึก เรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
ปึกละสองหมื่น รวมเป็นหนึ่งแสน
เป็นเงินที่เขาให้หวังม่านลี่ไปเบิกจากฝ่ายการเงินเมื่อครู่นี้
เสียง “ปึก” ดังขึ้นเมื่อเงินทั้งห้าปึกถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะ แม้เสียงไม่ดังนัก แต่ลมหายใจของคนทั้งห้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ชะงักไปในทันที
“นี่เงินหนึ่งแสน คนละสองหมื่นเป็นเงินชดเชย รับเงินก้อนนี้ไปแล้วฉันจะออกใบรับรองจบการศึกษาให้ ส่วนค่าเล่าเรียนคืนให้ทั้งหมดต่างหาก อยู่ที่นี่เสียเวลาเปล่าก็ไม่สู้รีบไปทำงานในโรงงานหรือไปแบกอิฐที่ไซต์ก่อสร้างเสียแต่เนิ่น ๆ”
พูดด้วยไม้อ่อนไปแล้ว ต่อไปก็ถึงคราวใช้ไม้แข็ง
คำพูดข่มขู่ของเฉินเจิ้งทำให้หลี่หู่กับคนอื่น ๆ ตกใจขึ้นมาทันที
ถึงพวกเขาจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ อยู่ที่นี่ แต่อย่างน้อยเรียนจบก็ได้วุฒิอนุปริญญา
วุฒินี้เป็นสิ่งที่พี่สาวของหลี่หู่ยอมสละอนาคตตัวเองเพื่อให้เขาได้เรียน ส่วนเฉินเจิ้นหัวก็รู้ดีว่านี่คือความปรารถนาของพ่อก่อนเข้าเรือนจำ
ถ้าถูกไล่ออกไปแบบนี้ พวกเขาจะกลับไปอธิบายกับครอบครัวอย่างไร
หวังม่านลี่เองก็ร้อนใจ รีบเตือนเสียงเบา “ท่านอธิการบดี แบบนี้ไม่เป็นไปตามระเบียบเลยนะคะ...!”
เธอผูกพันกับทั้งโรงเรียนและนักศึกษา รู้สถานการณ์ของหลี่หู่กับคนอื่น ๆ ดี จึงปล่อยให้ถูกไล่ออกแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
เฉินเจิ้งไม่ได้ตอบหวังม่านลี่ เขาเลื่อนเงินไปตรงกลางโต๊ะเล็กน้อย “เลือกเอา จะรับเงินแล้วไปแบกอิฐที่ไซต์ก่อสร้างหรือขันน็อตในโรงงาน หรือจะเอาสามเดือนที่พวกนายใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาพนันกับฉันสักครั้ง เผื่อว่าที่ฉันพูดจะเป็นเรื่องจริงล่ะ”
เฉินเจิ้งกวาดตามองคนทั้งห้าด้วยสายตาคมกริบ ดูไม่เหมือนกำลังพูดเล่นแม้แต่น้อย
“แค่สามเดือนเหรอครับ” หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง คนแรกที่เอ่ยปากกลับเป็นโจวปอ คนที่ไม่พอใจโรงเรียนกับเฉินเจิ้งที่สุดและมีครอบครัวร่ำรวยที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของเฉินเจิ้ง
“ใช่ แค่สามเดือน หลังจากนั้นพวกนายจะไปหรืออยู่ ฉันก็จะทำให้พวกนายได้รับใบรับรองจบการศึกษาอย่างราบรื่น” เฉินเจิ้งพยักหน้า
คำพูดของเฉินเจิ้งทำให้หลี่หู่กับเพื่อนอีกสี่คนตื่นตัวขึ้นมาทันที
ได้ใบรับรองจบการศึกษาในอีกสามเดือนงั้นหรือ หมายความว่าพวกเขาจะเรียนจบก่อนคนอื่นสองปีหรือเปล่า
เท่ากับว่าพวกเขาได้เวลาสองปีเพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องทำอะไร เพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว
“ผมเอาด้วย!” หลี่หู่ตอบรับออกมาอย่างตื่นเต้น
อีกสี่คนถึงจะรู้สึกว่าเรื่องนี้เหลวไหล แต่พอหลี่หู่ตกลง พวกเขาก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว แสดงว่ายินดีจะลองดู
“พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้า เจอกันที่สนามกีฬา” มุมปากของเฉินเจิ้งยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่สังเกตได้ยาก
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ทั้งห้าคนนี้เป็นกลุ่มแรกที่ได้ลองของ
“หา?” ทั้งห้าคนชะงักไปพร้อมกัน
“อะไร กลัวแล้วหรือไง” เฉินเจิ้งเลิกคิ้วขึ้น
“เปล่าครับ...” หลี่หู่เกาหัว
“งั้นก็กลับไปเรียนได้ พรุ่งนี้เช้าใครไม่มา ให้ถือว่าถูกไล่ออก” เฉินเจิ้งโบกมือ
เมื่อเห็นทั้งห้าคนหันหลังเดินออกจากห้องทำงาน เฉินเจิ้งก็หันหลังให้พวกเขาแล้วถอนหายใจโล่งอก... ในที่สุดก็หาตัวช่วยคนแรกได้แล้ว
หลังจากพวกเขาออกไป เฉินเจิ้งก็เปิดหน้าต่างระบบทันที ค้นหาหลี่หู่แล้วกดปุ่ม “+” ที่อยู่หลังชื่อของเขา
