ยามนั้น มีเงาร่างสามสายค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในโถงใหญ่จากด้านนอก
ผู้มาเยือนคือหลินซืออวิ้นกับสาวใช้สองคน นางเห็นหลินหวยหยวนแล้วก็ยกมือส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ทั้งหลายออกไปก่อน
เมื่อหลินหวยหยวนเห็นบุตรสาว รอยยิ้มบนใบหน้าก็เปี่ยมเมตตา หาได้เคร่งขรึมดังยามอยู่ในราชสำนักไม่ เขาเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นว่า “ซืออวิ้น กลับมาแล้วหรือ งานชุมนุมกวีคืนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีบุตรชายตระกูลใดที่เจ้าพึงใจหรือไม่?”
“ที่จริงบิดาเห็นว่ากู้ซิวก็ดีไม่น้อย เป็นบุตรชายของราชบัณฑิตใหญ่ มีความสามารถด้านวรรณศิลป์ อีกทั้งเขาก็มีใจให้เจ้ามาโดยตลอด”
“หรือว่าจะเป็นโหวหวยจิ่น?”
เมื่อได้ยินบิดาถาม หลินซืออวิ้นชะงักไปเล็กน้อย นางส่ายหน้าอย่างลังเล ราวกับมีคำพูดแต่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
หลินหวยหยวนกลับมิได้ร้อนใจ คิดว่าบุตรสาวเพียงเขินอาย ในสายตาเขา นางเป็นเด็กดีรู้ความมาตั้งแต่เล็ก ทั้งยังสุขุมมั่นคง ย่อมเลือกคู่ครองที่ดีได้เป็นแน่
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินซืออวิ้นก็เอ่ยขึ้นในที่สุดว่า “ท่านพ่อ ข้าเลือกซื่อจื่อแห่งเยียนอ๋องในงานชุมนุมกวี ข้าอยากแต่งให้เขา”
“แค่ก!”
พอได้ยินเช่นนั้น หลินหวยหยวนที่กำลังดื่มชาก็สำลักจนพ่นน้ำชาออกมา
หลินซืออวิ้นรีบเข้ามาตบหลังให้บิดาเบา ๆ
ปกติหลินหวยหยวนเป็นคนสุขุม ทว่ายามนี้กลับลนลานอยู่บ้าง “อะไรนะ? เจ้าพูดถึงผู้ใด?”
หลินซืออวิ้นเงยหน้ามองบิดาด้วยดวงตาสุกใส ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่ง “ท่านพ่อ ข้าบอกว่าข้าอยากแต่งกับจางเหิง ซื่อจื่อแห่งเยียนอ๋อง ในงานชุมนุมกวี ข้ารับปากต่อหน้าทุกคนว่าจะส่งหนังสือสู่ขอไปยังจวนเยียนอ๋อง”
เมื่อได้ฟังคำพูดของบุตรสาวชัดถนัด หลินหวยหยวนก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างแรก
เขาวางถ้วยชาในมือลง
“ปัง!”
“เหลวไหลสิ้นดี เหตุใดจึงทำเช่นนี้!”
หลินหวยหยวนตบโต๊ะอย่างแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ราวกับเพิ่งได้ฟังเรื่องขบขัน
จางเหิง ซื่อจื่อแห่งเยียนอ๋องหรือ?
