นอกท้องพระโรง
อู๋ผิงสาวเท้าเข้ามาจากด้านนอก ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ เขากระซิบข้างพระกรรณองค์ชายรัชทายาทสองสามประโยค ก่อนถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรอฟังรับสั่ง
สีพระพักตร์ขององค์ชายรัชทายาทย่ำแย่ยิ่งนัก
“องครักษ์เสื้อแพรเข้าค้นจวนเฉินหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ องครักษ์เสื้อแพรล้อมจวนเฉินไว้ เฉินเหมี่ยนถูกคุมตัวเข้าคุกหลวงแล้ว ทั้งสามกรมจะร่วมกันไต่สวน”
องค์ชายรัชทายาทตรัสเสียงเย็นชา “ใครเป็นคนตรวจสอบเฉินเหมี่ยน?”
“จางเหิงพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรัชทายาทเบิกพระเนตรกว้างด้วยความเดือดดาล “เป็นเขาอีกแล้ว!”
จางเหิงลงมือโจมตีต่อเนื่อง แต่ละครั้งล้วนทำให้พระองค์เจ็บแค้นจนแทบทนไม่ไหว
“หลักฐานแน่นหนาหรือไม่?”
“หลานชายของเฉินเหมี่ยนเป็นผู้ถือทรัพย์สินแทน ก็ถูกองครักษ์เสื้อแพรจับตัวไปด้วย ได้ยินว่าจากคำให้การของเขา พวกเราเจอบัญชีลับทั้งหมดที่เฉินเหมี่ยนเก็บไว้ตลอดห้าปี ทางจางเหิงใช้แบบบัญชีรูปแบบใหม่เทียบเอกสารเก่าของกรมคลังกับบัญชีลับของเฉินต้าฝู พบว่าในห้าปีนี้เฉินเหมี่ยนยักยอกเงินไปหนึ่งแสนสามหมื่นเจ็ดพันตำลึง ในนั้นยังมีข้าวสารสี่พันสือที่จัดสรรไปช่วยภัยพิบัติในเหอหนานเมื่อปีที่สองแห่งรัชศกจิ่งชูด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรัชทายาทลืมพระเนตรขึ้น แววพระเนตรคมกริบ
“เหตุใดเฉินเหมี่ยนไม่มาหาข้า?”
อู๋ผิงทูลว่า “ก่อนจวนของเฉินเหมี่ยนจะถูกล้อม เขาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งมายังตำหนักบูรพา คนเฝ้าประตูนำไปส่งที่ห้องทรงพระอักษร แต่เมื่อวานพระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ จดหมายจึงยังอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรัชทายาทลุกขึ้น
“จดหมายอยู่ที่ใด?”
อู๋ผิงหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “ฝ่าบาท กระหม่อมเฉินเหมี่ยนมีความผิด ไม่กล้าแก้ต่าง มีเพียงเรื่องหนึ่งที่ขอร้อง กระหม่อมหวังว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยที่กระหม่อมวิ่งเต้นรับใช้มาตลอดห้าปี โปรดคุ้มครองครอบครัวของกระหม่อมให้ปลอดภัย กระหม่อมเฉินเหมี่ยนขอลา”
เห็นได้ชัดว่าเฉินเหมี่ยนต้องการให้องค์ชายรัชทายาทคุ้มครองครอบครัวของเขา มิฉะนั้นก็อย่าตำหนิหากเขาพูดอะไรออกมา
องค์ชายรัชทายาทเก็บจดหมายไว้ “ครอบครัวของเฉินเหมี่ยนอยู่ที่ใดบ้าง?”
