“ยอดกวีแห่งยุค ผู้เปี่ยมสามารถในการปกครองบ้านเมือง” เพียงคำวิจารณ์นี้ก็เพียงพอจะพลิกชื่อเสียงในวงวรรณกรรมได้แล้ว
ไม่จำเป็นต้องเป็นวีรบุรุษผู้ผงาดขึ้นในกลียุค ขอเพียงเป็นขุนนางผู้เก่งกาจในยามบ้านเมืองสงบก็พอ หากทำเกินพอดีขึ้นมา ย่อมทำให้พระเจ้าเชียนหวาดระแวง
สองคนนี้มีสถานะในวงวรรณกรรมสูงส่งนัก เมื่อกล่าวชื่นชมจางเหิงเช่นนี้ได้ ก็อาจกล่าวได้ว่าหลังคืนนี้ ชื่อเสียงของจางเหิงจะไม่ได้มีเพียงชื่อเสียงด้านบทกวี แต่ชื่อเสียงด้านความสามารถก็จะแพร่ไปทั่วหมู่ปัญญาชนแห่งจินหลิงด้วย
ผู้คนเริ่มจับกลุ่มถกเถียงกันอย่างออกรส พูดคุยเรื่องบทกวีและงานเขียนกันต่อ
“ซื่อจื่อ คาดไม่ถึงว่าท่านกับอ๋องเยียนต่างเปลี่ยนไปมาก” เจียงซิวเจี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวกับจางเหิงพร้อมรอยยิ้ม
“เสด็จพ่อก็เปลี่ยนไปด้วยหรือ? ท่านอาจารย์เจียงกล่าวเช่นนี้เพราะเหตุใด?” จางเหิงถาม การเปลี่ยนแปลงของเขาเห็นได้ชัด แต่บิดาราคาถูกผู้นั้นก็เปลี่ยนไปด้วยหรือ?
“วันนี้ในท้องพระโรง ใต้เท้าหลินเสนาบดีกรมพิธีการกล่าวโจมตีอ๋องเยียนอย่างเกรี้ยวกราด กล่าวหาว่าพระองค์ไม่รู้ธรรมเนียมและสั่งสอนบุตรไม่ดี ข้ากับเหล่าขุนนางต่างคิดว่าอ๋องเยียนจะทะเลาะกับใต้เท้าหลินเสียอีก เฮ้อ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าพระองค์จะยิ้มรับและอดกลั้นไว้ ไม่โต้แย้งแม้แต่น้อย” เจียงซิวเจี่ยนส่ายหน้าพลางยิ้ม
“เสด็จพ่อมีนิสัยตรงไปตรงมา ต่อไปคงต้องรบกวนท่านอาจารย์เจียงช่วยชี้แนะเสด็จพ่อในท้องพระโรงให้มาก อีกทั้งช่วยดูแลพ่อตาของข้าด้วย” จางเหิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
หลินหวยหยวนคงเดือดดาลเพราะไม่พอใจที่เขาชนะใจบุตรสาว จึงระบายโทสะใส่บิดาของเขา
จางเหิงกับอ๋องเยียนได้ปรึกษากันไว้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความเกรี้ยวกราดไร้เหตุผลของหลินหวยหยวน พระองค์ย่อมอดกลั้นไว้ชั่วคราว
“พ่อตา?” เจียงซิวเจี่ยนชะงักงัน
จางเหิงชี้ไปทางหลินซืออวิ้น “ซืออวิ้นรับปากเป็นชายาซื่อจื่อของข้าแล้ว พรุ่งนี้ใต้เท้าหลินจะไปจวนอ๋องเยียนเพื่อหารือเรื่องสมรสของเราสองคน”
หลินซืออวิ้นหันมาได้ยินประโยคนี้พอดี ใบหน้างามพลันขึ้นสีแดงระเรื่อ
