คุณชายรูปงามผู้นั้นประจบได้ถูกใจจางเหิงยิ่งนัก ทำให้เขาแอบปลื้มอยู่ไม่น้อย จางเหิงยิ้มกล่าวว่า “ท่านเองก็ไม่ชอบเหล่าบัณฑิตมีพรสวรรค์พวกนั้นหรือ?”
คุณชายรูปงามส่ายหน้า “ยังไม่ถึงกับไม่ชอบ เพียงแต่รู้สึกว่าบัณฑิตทั้งหลายในเมืองจินหลิง วัน ๆ เอาแต่ขับขานชมสายลมจันทร์และยกยอกันเอง พอเกิดศึกขึ้นมาจริง ๆ กลับมีคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมอยู่ไม่กี่คน”
คุณชายรูปงามทอดสายตามองเรือสำราญที่ประดับโคมไฟระยิบระยับอยู่บนแม่น้ำฉินหวย แสงเรืองรองสะท้อนอยู่ในดวงตา
“บทกวีไผ่กับศิลาของซื่อจื่อ บทที่ว่า ‘ผ่านการโบยตีขัดเกลานับพันครา ยังคงแข็งแกร่งไม่หวั่นไหว ปล่อยลมเหนือใต้ตะวันออกตะวันตกพัดกระหน่ำ’ ทำให้ข้านึกถึงแม่ทัพผู้หนึ่งในราชวงศ์ก่อน”
“ราชวงศ์ก่อน?” จางเหิงเลิกคิ้ว คุณชายรูปงามผู้นี้พูดจาชวนให้รู้สึกถึงความเก่าแก่ผ่านกาลเวลา จางเหิงคิดว่าคนผู้นี้คงมีเรื่องราวอยู่ไม่น้อย
คุณชายรูปงามมองผิวน้ำ พลางกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “เรื่องเก่าที่อ่านพบในตำราเท่านั้น ปลายราชวงศ์ก่อน มีแม่ทัพผู้หนึ่งยืนหยัดรักษาเมืองโดดเดี่ยวจนถึงที่สุด เสบียงหมดสิ้น กองหนุนไม่มาถึง เมื่อกองทัพศัตรูเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนน เขากล่าวเพียงแปดคำว่า ‘ยึดมั่นในขุนเขาเขียว สาบานตายไม่ยอมแพ้’”
“คืนนี้เมื่อได้ฟังบทกวีของซื่อจื่อ ข้าจึงนึกถึงบันทึกเรื่องนี้ขึ้นมา”
“แล้วแม่ทัพผู้นั้นเป็นอย่างไรต่อ?” จางเหิงถาม
คุณชายรูปงามกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เมืองแตก สละชีพเพื่อแผ่นดิน หลังสิ้นชีวิตยังถูกนำศพไปแขวนไว้บนหอประตูเมือง ประจานอยู่สามวันเพื่อใช้เป็นเยี่ยงอย่าง”
จางเหิงเงียบงัน
สงครามไร้ความปรานี บิดาของเขาเคยทำเรื่องที่เกินเลยยิ่งกว่านี้เสียอีก
เสียงขับร้องจากเรือสำราญบนแม่น้ำฉินหวยดังแว่วมาเป็นครั้งคราว ปะปนกับเสียงหัวเราะของชายหญิง ช่างขัดกับบรรยากาศหนักอึ้งระหว่างคนทั้งสองโดยสิ้นเชิง
จางเหิงหันไปถามอย่างหยั่งเชิงว่า “พี่ชายดูจะคุ้นเคยกับเรื่องเก่าของราชวงศ์ก่อนยิ่งนัก”
คุณชายรูปงามหัวเราะเสียงดัง “ซื่อจื่อไม่ต้องหยั่งเชิง ข้าเพียงอ่านหนังสือเล่นมากกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง ชื่นชอบบทกวี ซื่อจื่อคงไม่คิดว่าข้าเป็นเศษซากของราชวงศ์ก่อนกระมัง?”
