ผ่านไปอีกสองวัน
จางเหิงเลิกประชุมขุนนางแล้วมาถึงกรมคลัง อวี๋เจียนก็รออยู่หน้าห้องทำงานแล้ว ดวงตาแดงก่ำ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“ซื่อจื่อ มีเรื่องค้นพบใหม่ขอรับ”
อวี๋เจียนลดเสียงลง ก่อนดึงจางเหิงเข้าไปในห้องทำงานแล้วปิดประตูตามหลัง
จางเหิงนั่งลง รับกระดาษปึกหนึ่งที่อวี๋เจียนยื่นให้
บนกระดาษเป็นข้อมูลจากเอกสารเก่าของกรมคลัง ซึ่งคัดลอกลงในแบบตารางรูปแบบใหม่ “เฉินเหมี่ยนมอบเอกสารต้นทางมาให้ชุดหนึ่ง ล้วนเขียนว่า ‘จำนวนหนึ่ง’ ‘ตามจำนวน’ ‘ประมาณการ’ ไม่มีสักตัวอักษรที่ตรวจสอบได้แน่ชัด”
อวี๋เจียนกล่าว “แต่พวกเรารวบรวมบัญชีย่อย หนังสืออนุมัติ และรายการเบิกจ่ายจากคลังที่แต่ละกองงานยังค้นพบ แล้วแยกข้อมูลทั้งหมดมาจัดเรียงใหม่ตามตารางแบบใหม่ พบรายการผิดปกติแล้วขอรับ”
จางเหิงก้มหน้าพลิกดูตาราง
อวี๋เจียนชี้ไปยังกระดาษแผ่นเล็กข้าง ๆ “รายการนี้เป็นการบรรเทาภัยพิบัติที่เหอหนาน เดือนแปด ปีจิ่งชูที่สอง หนังสืออนุมัติระบุว่าเบิกข้าวสารแปดหมื่นสือ แต่ใบเบิกจ่ายจากคลังระบุว่าเบิกออกไปเพียงเจ็ดหมื่นหกพันสือ ส่วนต่างสี่พันสือถูกบันทึกเป็นของเสีย แยกอยู่ในรายการเบิกจ่ายสามเล่มต่างกัน หากดูบัญชีเก่าจะไม่มีทางมองออก แต่เมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มารวมไว้ในตารางเดียว ส่วนต่างสี่พันสือก็เผยออกมาแล้ว”
จางเหิงพลิกไปอีกหน้า
“รายการนี้เป็นข้าวสารบรรเทาภัยพิบัติสี่พันสือที่ส่งมาจากอำเภอลี่สุ่ย คิดเป็นเงินสามพันหกร้อยตำลึง แต่บัญชีรวมของกรมคลังบันทึกว่าได้รับจริงสามพันตำลึง ขาดไปหกร้อยตำลึง”
“ยอดหกร้อยตำลึงนี้ถูกหักกลบในบัญชีรวมแล้ว แต่ใบรับรองการส่งมอบระบุชัดเจนว่า ข้าวสารครบสี่พันสือ และเงินที่แปลงมาจากข้าวสารก็ครบจำนวน”
อวี๋เจียนกล่าว “เงินหกร้อยตำลึงนั้นต้องถูกตัดไปในช่วงจากกรมคลังถึงคลังแน่ขอรับ”
จางเหิงนำสองรายการมาเปรียบเทียบกัน
รายการหนึ่งสี่พันสือ อีกรายการหนึ่งหกร้อยตำลึง
อยู่คนละปี คนละรายการ คนละกองงาน
ยอดทั้งสองไม่มาก แต่ต้องเข้าใจว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบัญชีทั้งหมดในกรมคลัง
สีหน้าจางเหิงมืดครึ้มลง “คนผู้นี้ถึงกับยักยอกข้าวสารบรรเทาภัยพิบัติ”
