เหตุวุ่นวายในสวนดอกไม้ ผ่านเลยไปเพียงชั่วประเดี๋ยว
เรือนนางกำนัล
เสียงของเสินเวย ทอดจังหวะสูงต่ำดังแว่วมา
“ฮุยหนีจึงถูกขับไล่ออกมาเช่นนี้ พร้อมกับมารดาคือฮูหยินโจวและพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง ส่วนเรือนใหญ่ของตระกูล กลับปล่อยให้อนุเถียนผู้เดียวครอบครอง อนุเถียนผูกขาดอำนาจดูแลเรือน เสวยสุขสมบัติรุ่งเรือง ส่วนฮูหยินโจวและพวกนาง แม้แต่การทำมาหากินในแต่ละวันก็ยากจะดำรง จำต้องรับจ้างซักเสื้อผ่าฟืน แลกเปลี่ยนเหรียญทองแดงเพียงน้อยนิด.......”
“แล้วต่อมาล่ะ?”
“เรื่องราวต่อจากนี้ ฟังต่อคราวหน้าเชิญ! รีบกลับเถิด มิฉะนั้นอาซารับใช้จะดุด่าเอา”
เสินเวยยิ้มบาง ๆ ขายปริศนา
ผู้ฟังนิทานที่กำลังฟังจนติดงอมแงม จะยอมจากไปได้เช่นไร? ร่ำรออ้อยอิ่ง ลังเลสงสัย คอยให้เสินเวยเล่าอีกสักสองสามคำ
เสินเวยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ลุกขึ้นไปตักน้ำร้อนมาล้างหน้าบ้วนปาก
นางเพิ่งหยิบกะละมังขึ้น ก็ถูกนางกำนัลร่วมเรือนแย่งไป “ข้าช่วยเจ้าไปตัก!”
แล้วนางกำนัลกลุ่มหนึ่งก็แย่งกันตักน้ำร้อนให้เสินเวยอย่างดุเดือด
เสินเวยหมดที่ใช้กำลัง ได้แต่นั่งอยู่
หยางหนิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือจาง “ก็ล้วนเป็นนางกำนัล เจ้าเสแสร้งเป็นคุณหนูไปได้?”
“ก็เพราะนักเล่านิทานก็เป็นอาชีพหนึ่งนะ!”
เสินเวยยิ้ม “มิฉะนั้น หยางหนิงหนิงเจ้ามาเล่า?”
หยางหนิงหนิงพูดไม่ออก สะบัดผลั้วะพลั้วะเดินจากไป
“เจ้าอย่าไปถือสานาง นางก็แค่อิจฉาเจ้า” นางกำนัลที่แย่งกะละมังไม้ได้รู้สึกว่าตนเองได้รับชัยชนะเด็ดขาด วางน้ำร้อนเรียบร้อย “เจ้าใคร่ครวญนิทานของเจ้าให้ดีเถิด ปกติงานหยุมหยิมพวกนี้ พวกข้าล้วนช่วยเจ้าทำ!”
“ขอบใจ”
เสินเวยสัมผัสได้ถึงความโหยหานิทานจากแววตาอันร้อนแรงของนาง ตรงกับระดับความนิยมที่คาดการณ์ไว้ไม่ผิด
เพราะนิทานที่นางเล่า โดยตัวมันเองก็เป็นเรื่องคลาสสิกที่แพร่หลาย ถูกดัดแปลงเป็นงิ้ว ละครโทรทัศน์และอื่น ๆ เดิมก็สะเทือนใจคน ไพเราะจับใจ เหมาะกับทุกวัย มาบัดนี้ถูกเสินเวยเล่าอย่างแช่มช้า สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยดูละครน้ำเน่าสุดตราตรึง ถือเป็นการโจมตีที่เหนือชั้นกว่าโดยสิ้นเชิง
เสินเวยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามทุกค่ำคืนหลังทำงานเสร็จ ก็ทำให้นางกำนัลร่วมเรือนฟังจนเคลิบเคลิ้ม ในห้องแน่นขนัดไปด้วยผู้คนไม่พอ ยังมีคนนอนฟังอยู่บนขอบหน้าต่าง อยากให้หูของตนเองเกิดมาไวขึ้นอีก
ยังมีคนอยากได้การเปิดเผยเนื้อเรื่องล่วงหน้า รู้ว่าโครงเรื่องต่อจากนี้จะยังทรมานใจเช่นนี้ต่อไปหรือไม่
เสินเวยปลอบโยน “อย่าเพิ่งร้อนใจ พวกเจ้าค่อย ๆ ฟังไป”
ที่ไหนได้ ข้างหลังยังมีเรื่องทรมานใจยิ่งกว่า!
เมื่อตอนที่นางติดตามดูละคร เห็นโครงเรื่องของนางร้ายร้ายกาจ แทบโกรธแทบตาย ถึงขั้นเกลียดขี้ขลาด เกลียดแม้กระทั่งนักแสดงพลอยขัดหูขัดตาไปด้วย โมโหยิ่งนัก
แต่โดยตัวนิทานเรื่องนี้เองก็งดงามยิ่งนัก ผสมผสานรักแรกพบตั้งแต่เด็กกับฟ้ามาเยือน การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยและความรุ่งเรืองล่มสลายของบ้านเมือง ฯลฯ ไม่น่าแปลกที่พวกนางฟังจนลุ่มหลง
วันรุ่งขึ้น เหล่านางกำนัลที่ทำงานเสร็จก่อนกำหนด ต่างเบียดเสียดเข้ามาในห้องอีกครั้ง
เสินเวยวาจาเป็นสายธารกล่าวไปสองเค่อ เพิ่งคิดจะดื่มน้ำ ก็ได้ยินคนส่งเสียงแปลก “อาซามาแล้ว!”
อาซาคืออาซารับใช้ผู้รับผิดชอบสอนมารยาทให้พวกนางกำนัลน้อยเหล่านี้ เหล่านางกำนัลน้อยหวาดกลัวยิ่งนัก ต่างแตกรังหนี อยากรีบเบียดกลับไปยังตำแหน่งเดิม กลับชนเข้ากับอาซาที่เดินมาถึงหน้าประตู
ซุ่นอาซาเป็นสตรีวัยกลางคนผู้มีริ้วรอยอยู่บ้างตรงหว่างคิ้ว เพียงนางวางสีหน้าเคร่งขรึม ทุกคนก็ล้วนเกรงกลัวยิ่งนัก
ยามนี้ซุ่นอาซาก็แสดงสีหน้าเย็นชา เคร่งขรึมกล่าว “วิ่งอะไร? ให้ข้าดูสิ พวกเจ้าชุมนุมทำอะไรกันที่นี่?”
ไม่มีผู้ใดตอบ ซุ่นอาซามองซ้ายมองขวา สายตาตกลงบนเสินเวยผู้อยู่กลางฝูงชน
เสินเวยกุมจมูกตัวเอง นางอยากดึงดูดคน แต่คาดไม่ถึงว่าเป้าหมายยังไม่มา ซุ่นอาซากลับมาถึงก่อน
“อาซา คือข้ากำลังเล่านิทาน พวกนางล้วนกำลังฟังข้าพูด”
เสินเวยยอมรับ
เสียงนางเพิ่งสิ้นสุด เหล่านางกำนัลที่เหลือก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว เสี่ยวฮวาเล่าได้ดีนัก!”
“ล้วนเป็นพวกข้าบังคับให้นางเล่า ไม่เล่าก็ไม่ให้นางนอน!”
“จริงทีเดียว พวกข้าล้วนมีส่วนด้วย!”
พวกนางไม่ยอมให้เสินเวยถูกลงโทษ ยืนหยัดออกหน้าอย่างกล้าหาญ กระทั่งหยางหนิงหนิงก็ไม่ได้ก่อกวน
ซุ่นอาซาโกรธจนกลับยิ้ม “นิทานอะไรหรือ ถึงทำให้พวกเจ้าหลงใหลปานนี้? เล่าให้ข้าฟังหน่อย?”
เสินเวยจำต้องฝืนใจ กล่าวต่อไปอีก เพิ่งดีที่เล่าถึงนางเอกฮุยหนีและพระเอกซื่อเสี่ยนพบกันที่โรงหล่อปืนใหญ่ ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่เด็ก แต่พบหน้ากลับไม่รู้จักกัน มีเพียงนางเอกที่จำพระเอกได้
เล่าถึงตอนชวนใจหายใจคว่ำ มีนางกำนัลบีบผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น สองคนนี้เมื่อใดจึงจะจำกันได้?
ซุ่นอาซาก็ฟังจนเคลิ้ม ตั้งสมาธิถามต่อหนึ่งประโยค “แล้วต่อมาล่ะ?”
“ต่อมาน่ะหรือ ฟังต่อคราวหน้าเชิญ!” เสินเวยเคยชินกับการขายปริศนา พูดจบจึงพบว่า ฝ่ายตรงข้ามคืออาซา หาใช่เป้าหมายที่นางอวดโอ่
นางรีบหุบปาก
ซุ่นอาซาแสร้งกระแอม ประหนึ่งผู้ไล่ถามเมื่อครู่หาใช่นางไม่ แล้ววางสีหน้าเคร่งขรึม “เล่านิทานแม้ไม่ผิดกฎ แต่ห้ามอยู่ในห้องนานเกินควร รีบกลับไป”
ว่าแล้ว ก็หมุนกายเดินจากไป
เบื้องหลัง เงียบงันไปชั่วครู่ ระเบิดเสียงเฮอึกทึกใหญ่หลวง
เสินเวยส่งสายตาส่งซุ่นอาซาจากไป ถอนหายใจเบา ๆ อาซามาแล้ว เป้าหมายที่นางอยากดึงดูด เมื่อใดจะมาเล่า?
หวังให้เร็วขึ้นจริง ๆ
*
ซุ่นอาซานอกเรือนส่ายศีรษะ นางกำนัลพวกนี้ เพิ่งเข้าวัง ยังอ่อนหัดอยู่นา!
นางเดินอ้อมไปอ้อมมา ข้างกำแพงวังเห็นเหมยซินผู้เป็นอาซากำกับแห่งตำหนักคุนหนิง ค้อมกายรายงานว่า “อาซา หาตัวผู้เล่านิทานพบแล้ว จะให้บ่าวไปเรียกคนมาหรือไม่?”
“นางกำนัลที่เจ้าว่านี้ ภูมิหลังบริสุทธิ์หรือเปล่า?”
“บริสุทธิ์เจ้าค่ะ สืบสาวถึงห้าชั่วคนก็ตรวจสอบได้ ถูกสกุลเสิ่นส่งเข้าวัง”
สกุลเสิ่นก็เป็นตระกูลใหญ่ ปักรากฐานอยู่ที่อิ้งเทียนกว่าร้อยปี ไม่กลัวเกิดอะไรแสบสันต์
“ดี ข้าทราบแล้ว”
เหมยซินอาซาพยักหน้า จากไป
*
เสินเวยพบว่าในกลุ่มคนฟังนิทาน มีหน้าแปลกหน้าสองคนเพิ่มขึ้นมา ถามไปรอบหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนจากเรือนไหน
เพราะมีทฤษฎีหกช่วงคน นางกำนัลกับนางกำนัลก็คุ้นเคยกัน สอบถามได้ง่ายดาย
เว้นแต่เป็น คนที่พวกนางเข้าไม่ถึงโดยสิ้นเชิง......
เสินเวยตั้งสติ สมองหมุนเร็วพลัน ในขณะที่นางเอกแสดงเจตนารมณ์รับใช้ชาติ จู่ ๆ ก็ท่องกลอนขึ้น
“พันทุบหมื่นสกัดออกจากเขาใหญ่ ไฟแผดเผาราวผ่อนคลาย ร่างแหลกกระดูกแหลกละเอียดไม่คำนึง ขอหลงเหลือความใสสะอาดในโลกา”
ขออภัย ท่านยอดคนอวี๋เชียน ข้าขอยืมกลอนของท่านใช้ก่อน
เสินเวยกล่าวเสริมในใจเงียบ ๆ
บทกลอน “ขับขานปูนขาว” บทหนึ่ง ในปากนาง ถ้อยคำหนักแน่นดังกังวาน กล้าหาญดั่งนี้
แม้นางกำนัลไม่รู้หนังสือ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวในกลอน
ส่วนนางกำนัลแปลกหน้าสองคนนั้น ยิ่งเห็นว่าต้องเป็นเทพสวรรค์
การใช้ถ้อยคำเรียบง่ายตรงไปตรงมา แต่ความงามสง่าในกลอน พุ่งตรงเข้าใส่
ร่างแหลกกระดูกแหลกละเอียดก็ไม่หวั่น เพียงขอความใสสะอาด
ผู้คนยามนี้ล้วนเชื่อว่าดูคนจากงานเขียน ผู้แต่งกลอนเช่นนี้ได้ ย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดา
พวกนางกลับไป ไม่เพียงเล่าถึงนิทานของวันนี้ ยังถือโอกาสท่องกลอนบทนี้ ออกมาทีเดียว
นายของพวกนางก็ตบพระหัตถ์ทอดถอนพระทัย “ดี เขียนได้ดีนัก!”
“ผู้มีพรสวรรค์ใหญ่เช่นนี้ หากวางไว้ในหมู่นางกำนัล จะมิใช่เพชรต้องฝุ่นหรือ?”
“มาเถิด นำผู้นั้นมา ข้าจะฟังนางเล่านิทาน”
เสินเวยถูกซุ่นอาซาเรียกไประหว่างทางทำงาน บนเส้นทาง ซุ่นอาซาทดสอบนางไม่หยุดว่ามารยาทเรียนไปถึงไหน
ความตึงเครียดของนาง ทำให้เสินเวยเข้าใจสถานการณ์ในใจมากขึ้น
แต่เดินอ้อมไปอ้อมมา มิได้อ้อมไปถึงสถานที่ที่เสินเวยคาดการณ์ไว้ กลับถึงสถานที่หนึ่งคล้ายเวทีแสดงงิ้ว มีบังลมกั้นไว้ เบื้องหลังบังลม มองเห็นรำไรถึงสุภาพสตรีในอาภรณ์วังนางหนึ่ง
สตรีผู้นั้นน้ำเสียงอ่อนโยน ดั่งสายลมวสันต์สัมผัสหน้า “เจ้าก็คือหยางเสี่ยวฮวาหรือ? นิทานเล่าได้ไม่เลว เอาใหม่ เล่าให้เปิ่นกงฟังอีกสักหน่อย”