สิ้นเสียงของเผยจิ้น
หนิงเจียนเสวี่ยก็เงยหน้าขึ้นทันที
“เผยจิ้น เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”
นางคว้าขอบโต๊ะไว้ “กองทัพองครักษ์จิ้นมีคนแค่สองร้อยกว่าคน!”
“หุบเหวภูตครวญอันตรายยิ่ง ในหุบเขามีทั้งหมอกพิษและสัตว์ปีศาจ”
“นำคนแค่นี้เข้าไป ไม่เท่ากับไปตายหรือ!”
นางกล่าวอย่างร้อนรน จนอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด
พี่สะใภ้อีกหลายคนต่างมองเผยจิ้นเช่นกัน
พวกนางไม่เข้าใจการกระทำของเผยจิ้นเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาพวกนาง ต่อให้จะบุกตีเมืองชางอวิ๋น ก็ควรรวบรวมกำลังหลักของเมืองโยวโจวเสียก่อน
เหตุใดจึงส่งไปเพียงกองทัพองครักษ์จิ้น?
เผยจิ้นเอ่ยอธิบาย “กองทัพองครักษ์จิ้นเป็นเพียงเหยื่อล่อ”
หนิงเจียนเสวี่ยและคนอื่น ๆ ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
เผยจิ้นยื่นมือชี้ออกไปนอกเมืองชางอวิ๋น
“สิ่งที่ข้าต้องการคือการล่อศัตรูออกจากถ้ำ”
“ล่อกำลังหลักของเมืองชางอวิ๋นให้ออกจากเมือง แล้วให้เจ้านำทัพเข้ายึดเมืองโดยตรง”
แววตาของฮั่วชิงอู๋ไหววูบ
“เจ้าจะทำให้ปาเอ่อร์หู่เข้าใจว่า กำลังหลักของเมืองโยวโจวเข้าไปในหุบเหวภูตครวญหมดแล้วหรือ?”
“ใช่”
เผยจิ้นพยักหน้า “เมืองชางอวิ๋นขวางเส้นทางลำเลียงเสบียงลงใต้ ปาเอ่อร์หู่ไม่มีทางละทิ้งเมืองไปง่าย ๆ”
“แต่ถ้าเขาคิดว่าข้านำกำลังหลักไปตั้งรับอยู่ในหุบเขา รอกองทัพหลวงมาช่วยเล่า?”
ไป๋อวี้ฉานครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“เขาย่อมกังวลว่าเมืองชางอวิ๋นจะถูกปิดล้อม จึงส่งทัพออกมาเองและเข้าไปในหุบเหวภูตครวญ!”
“ขอเพียงกำลังทหารในเมืองลดลง พวกเราก็จะฉวยโอกาสยึดเมืองได้”
เผยจิ้นยกมือชี้ไปทางตะวันตกเฉียงใต้
“สิ่งที่ข้าต้องการก็คือให้เขาเคลื่อนทัพออกมา!”
ในเวลานั้นเอง สีหน้าของหลินฉื่อเยว่พลันเปลี่ยนไป
นางยันพนักเก้าอี้ลุกขึ้น บาดแผลถูกกระทบจนผ้าพันแผลซึมเป็นสีเลือด
“เข้าไปในหุบเหวภูตครวญไม่ได้จริง ๆ!”
โถงใหญ่พลันเงียบงัน
หลินฉื่อเยว่กัดริมฝีปาก ข่มความเจ็บปวดที่พลุ่งพล่านในช่องท้อง
“พวกชนเผ่าป่าเถื่อนเรียกที่นั่นว่าถ้ำอสรพิษดำ”
“ที่นั่นไม่ใช่หุบเขาธรรมดา ก้นหุบเขามีหมอกพิษสะสมอยู่ตลอดปี”
“และยังเคยมีสัตว์ปีศาจขั้นสี่อาศัยอยู่ด้วย”
หนิงเจียนเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น “สัตว์ปีศาจขั้นสี่หรือ?”
หลินฉื่อเยว่พยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม
