คนชุดดำมองแผ่นหลังของเผยจิ้นที่จากไป ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“คนตระกูลเผยสายนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
“ข้าอยากเห็นนักว่าเขาจะชิงเมืองชางอวิ๋นมาได้อย่างไร”
กล่าวจบ ร่างของคนชุดดำก็หายวับไปในพริบตา
ในเวลาเดียวกัน
กองทัพองครักษ์จิ้นเพิ่งย่างเข้าสู่หุบเหวภูตครวญได้ไม่ถึงร้อยจั้ง เสียงลมในหุบเขาก็พลันเงียบลง
จากนั้น หมอกสีเทาเข้มข้นก็ทะลักออกมาตามรอยแยกของหิน
เพียงพริบตาเดียว มันก็กลืนกินเส้นทางภูเขาเบื้องหน้า
ทหารแถวหน้าหลายคนสูดหมอกเข้าไปเพียงอึกเดียว ฝีเท้าก็พลันรวนเร
คนหนึ่งพยุงผนังหินไว้ อกกระเพื่อมอย่างรุนแรง เส้นเลือดตรงขมับปูดโปนขึ้นตามมา
“ซื่อจื่อน้อย หัวข้า...ไม่สิ มันไม่ชอบมาพากลแล้วขอรับ!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง
ขาของทหารคนนั้นก็อ่อนยวบ เข่าทรุดลงกับพื้นทันที
อีกหลายคนต่างยกมือกุมอก
พวกเขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าการไหลเวียนของลมปราณและโลหิตในกายเชื่องช้าลงเรื่อย ๆ
สีหน้าถูจิ่วซานเปลี่ยนไป เขาตวัดมือพลางตะโกน “หยุด! ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้!”
ทุกคนชะงักลงทันที ทหารแถวหลังรีบเข้าไปพยุงคนที่ล้มอยู่
เผยจิ้นหยิบยาถอนพิษที่ซูหว่านถังเตรียมไว้ ออกมาแล้วยัดเข้าปากทหารคนนั้น
หลังกลืนยาเข้าไป สีเขียวคล้ำบนใบหน้าของทหารก็จางลงเล็กน้อย ทว่าแขนขาก็ยังสั่นเทา
“ยานี้กดพิษได้เท่านั้น คงอยู่ได้ไม่นาน” เผยจิ้นกดจับชีพจรที่ข้อมือของเขา
ถูจิ่วซานกระชากคอเสื้อออก กัดฟันถาม “หมอกนี่มันอะไรกันแน่?”
“ยังไม่รู้ แต่ปิดปากกับจมูกไว้ก่อน!”
เผยจิ้นตัดผ้าจากเสื้อชิ้นหนึ่ง ชุบน้ำจากถุงน้ำแล้วพันปิดใบหน้าทันที
“ทุกคนทำตาม ผ้าชุบน้ำเปลี่ยนทุกครึ่งชั่วยาม!”
กองทัพองครักษ์จิ้นต่างฉีกผ้าออกมาชุบน้ำ ก่อนใช้ปิดปากและจมูก
ทว่าหมอกพิษยังคงเล็ดลอดผ่านซอกเกราะ ซึมแนบผิวหนังของทุกคน
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ลมหายใจของทหารหลายสิบคนก็กลับมาเป็นปกติ
ถูจิ่วซานมองไปข้างหน้า ขวานยักษ์ในมือพาดอยู่บนบ่า
“ซื่อจื่อน้อย เดินแบบนี้ช้าเกินไป”
“ไม่สู้แบ่งเป็นสามกอง กองหน้าออกสำรวจเส้นทาง กองกลางคุ้มกันเสบียง กองหลังคอยหนุนกำลัง”
เผยจิ้นส่ายหน้าทันที “ไม่ได้ ทุกคนต้องรักษาค่ายกลโลหิตอสูรไว้!”
