“ช่างเขาก่อน”
เผยจิ้นพับกระดาษแผ่นนั้นสองทบ แล้วยัดไว้ใต้หมอน
ฮั่วชิงอู๋ไม่ได้ซักถามต่อ
แต่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ยอมจากไป เห็นได้ชัดว่ายังมีเรื่องจะพูด
“ว่ามา”
“ข้าสืบเส้นทางอุโมงค์ลับของตระกูลชุยที่มุ่งลงใต้ไปได้ช่วงหนึ่งแล้ว ภายในระยะ 300 ลี้มีสถานที่น่าสงสัยอยู่หลายแห่ง”
ฮั่วชิงอู๋หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากด้านหลังเอว บนนั้นมีแผนที่เส้นทางอย่างคร่าว ๆ วาดด้วยถ่าน
“แห่งหนึ่งอยู่ที่เหมืองเหล็กร้าง ห่างไปทางใต้ 200 ลี้ เรียกสันเขาเขี้ยวดำ”
เผยจิ้นรับแผนที่มา กวาดตามองสองครั้ง
“คนของข้าเพิ่งผ่านแถวนั้นเมื่อวันก่อน”
“พวกเขาบอกว่าเห็นชายชราขาเป๋คนหนึ่งออกมาจากปากเหมือง อายุราวห้าสิบกว่า เดินลากเท้าซ้าย”
“คนผู้นั้นคือเฝิงเซียวหรือ?”
“ไม่แน่ใจ อย่างไรเสียเฝิงเซียวก็ไม่ใช่คนขาเป๋”
“แต่อายุและรูปร่างหน้าตาตรงกัน”
เสียงของฮั่วชิงอู๋แผ่วต่ำ “ยิ่งกว่านั้น รอบเหมืองยังมีสายลับซุ่มอยู่ อย่างน้อยก็มีคนผลัดเวรกันอยู่ยี่สิบสามสิบคน”
“เหมืองร้างแห่งหนึ่ง ต้องใช้คนมากมายถึงเพียงนั้นเฝ้าเชียวหรือ?”
“ไม่ชอบมาพากล”
ฮั่วชิงอู๋พยักหน้า “ข้าไม่ได้ให้คนเข้าไปใกล้เกินไป เกรงจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว”
เผยจิ้นเอ่ยช้า ๆ “จับตาดูไว้ก่อน กำลังคนพอหรือไม่?”
“ตอนนี้พอ”
“รอให้ข้าจัดการเรื่องอาวุธให้เรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปด้วยตนเองสักเที่ยว”
ฮั่วชิงอู๋ไม่ตอบ นางกวาดตามองเผยจิ้นตั้งแต่หัวจรดเท้า
“สภาพร่างกายของเจ้าในตอนนี้ จะเดินทางไกล 200 ลี้ไหวหรือ?”
เผยจิ้นไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพียงวางแผนที่ทับลงบนกระดาษใต้หมอน
“แน่นอน ตอนนี้ข้าเป็นนักรบขั้นสามแล้ว”
ฮั่วชิงอู๋ไม่ได้พูดอะไรอีก
นางหันหลัง กระโจนข้ามกำแพงลาน แล้วเลือนหายไปในรัตติกาลโดยไร้สุ้มเสียง
ในห้องเหลือเพียงเผยจิ้นคนเดียว
เขาก้มลงมองหน้าอกของตน
ลวดลายสีดำใต้เสื้อผ้ากำลังแผ่จากกระดูกไหปลาร้าออกไปทั้งสองด้าน
“วิญญาณเตาหลอม”
“เล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าเรื่องหลอมอาวุธจากกระดูกสัตว์ต้องทำอย่างไรบ้าง”
วิญญาณเตาหลอมนิ่งเงียบไปสองลมหายใจ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“กระดูกของสัตว์อสูรขั้นสามระดับสูงสุด แข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้าชั้นดีถึงสามเท่า”
“ไฟเตาหลอมธรรมดาทำให้มันอ่อนไม่ได้”
