ฮั่วชิงอู๋ฟังคำสั่งของเผยจิ้นจบก็พยักหน้า
ขณะที่กำลังจะหันไปเปิดประตูออกจากห้อง นางพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าจึงเคร่งขรึมลงเมื่อหันมองเผยจิ้น
“ตอนนี้กองทัพลมดำมีทหารครบอัตรา 300 คนแล้ว”
“หากรวมคนของจวนโหวเข้าไปด้วย...”
“ไม่ว่าจะเงินทองหรือเสบียง เกรงว่าคงไม่พอ”
เผยจิ้นยิ้มน้อย ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น “ไม่พอหรือ?”
“เช่นนั้นก็ไปปล้นมา”
“หา?” ฮั่วชิงอู๋ขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”
“ทางตะวันตกของเมืองมีคลังส่วนตัวของจ้าวชิงหวยไม่ใช่หรือ?”
“ในเมื่อเขาไม่ยอมส่งเสบียงให้เรา เช่นนั้นเราก็ไปปล้นมาเอง”
ฮั่วชิงอู๋ได้ยินดังนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “หึ ๆ ได้สิ”
“อย่างไรเสบียงพวกนั้นก็สมควรเป็นของเราอยู่แล้ว!”
“จริงสิ”
เผยจิ้นเอ่ยเสริม “พี่สะใภ้สี่ อย่าลืมรวบรวมหลักฐานของจ้าวชิงหวยให้ครบ”
“วางใจเถิด เตรียมไว้เรียบร้อยนานแล้ว”
กล่าวจบ ฮั่วชิงอู๋ก็หันหลังจากไปอย่างเร่งรีบ
ส่วนเผยจิ้นนั่งอยู่หน้าโต๊ะ จ้องสมุดทะเบียนทหารพลางขมวดคิ้วแน่น
หมากอย่างหลี่ซาน เขาต้องใช้
แต่ยังใช้เร็วเกินไปไม่ได้
......
ตลอดสามวันต่อมา กองทัพลมดำยังคงดำเนินไปตามปกติ
จนกระทั่งรุ่งเช้าวันที่สี่
ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี
เสียงกีบม้าเร่งร้อนก็ดังมาจากนอกประตูค่าย
หลิวขาเป๋ใช้ขาเทียมไม้ก้าวพรวดเข้ามา ใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อย
“ซื่อจื่อ เกิดเรื่องแล้ว!”
เผยจิ้นเงยหน้าขึ้น “เรื่องอะไร?”
“ราชสำนักส่งผู้ตรวจการมายังเมืองโยวโจวอย่างกะทันหัน”
หลิวขาเป๋หอบหายใจ “ยังพาทหารองครักษ์มาอีก 50 คน ล้วนเป็นยอดฝีมือ!”
“ผู้มาเยือนเป็นใคร?” เผยจิ้นเอ่ยถาม
“ฉู่หวยชิว ได้ยินว่าเป็นคนจากสำนักตรวจการแห่งเมืองหลวง จ้าวชิงหวยไปรับด้วยตัวเอง”
“ดูท่าจะมุ่งเป้ามาที่พวกเรา!”
