ราตรีมืดมิด เมฆดำแต้มขอบสีเงิน บดบังจันทร์ข้างแรมไปครึ่งดวง
ใต้แสงจันทร์พร่างพราวบนกำแพงสูงของหอเซียนอวิ๋น ปลายเท้าคู่หนึ่งเขย่งแตะแล้วก้าวผ่านไปอย่างไร้ร่องรอย หน้าต่างที่ปิดแง้มอยู่ถูกผลักเปิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง เงาร่างสีดำสายหนึ่งล่องลอยอยู่ภายในหอเซียนอวิ๋นดุจภูตผี
ฉือมู่อวี้หมอบย่อง เปิดบานตู้เบา ๆ ค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดลงอย่างไร้สุ้มเสียง ทันใดนั้น เสียงถอนหายใจแผ่วเบาของสตรีก็ดังมาจากด้านหลัง
เขาพลันระแวดระวัง มือกุมด้ามมีดสั้นตรงเอว แล้วซ่อนกายเข้าไปในเงามืดทันที
ประหลาดนัก สตรีผู้นั้นถอนหายใจเพียงครั้งเดียว นอกนั้นกลับมิได้ร้องเรียกผู้ใด
ทั้งสองเงียบงันกันอยู่นาน
เขาเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบ
“ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่นอน?”
“เจ้าเองก็มิได้นอนมิใช่หรือ?”
เสียงของสตรีแผ่วเบาและเย็นชา
“ข้าจนเสียจนนอนไม่หลับ จึงออกมาเดินเล่น...”
ราตรีมืดดำดุจม่านเมฆสีหมึก อีกด้านหนึ่งคล้ายมีเสียงหัวเราะเบา ๆ ของนางลอยมา
“บนชั้นไม้จันทน์ ด้านขวามือชั้นที่สาม มีกล่องบรรจุไข่มุกสีม่วงที่แคว้นป๋อถวายเป็นเครื่องบรรณาการ”
“ของชิ้นนั้นไม่กินที่ ทั้งมีราคาและพกพาสะดวก”
“ข้างกระจกทองแดงริมหน้าต่าง มีกล่องเครื่องประทินโฉมสีหมึกอยู่สองปิ่นทอง หลอมแล้วนำไปแลกเงินได้ ส่วนกำไลหยกพวกนั้นช่างเถิด สืบสาวได้ง่าย”
ฉือมู่อวี้ชะงัก เขาเป็นโจร นางเป็นเจ้าของบ้าน เหตุใดนางจึงดูเต็มอกเต็มใจให้เขาขโมยนัก?
“เหตุใดเจ้าไม่ร้องเรียกคน?”
“เหตุใดข้าต้องร้องเรียก?”
“ข้ามาขโมยของ”
อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง
“อืม เจ้าเพียงต้องการทรัพย์สิน บังเอิญว่าข้ามีอยู่ แล้วนอกจากขโมยเงิน เจ้ายังขโมยคนด้วยหรือไม่?”
“สุภาพชนรักทรัพย์ ย่อมหามาโดยชอบธรรม ขโมยคนหรือ? ข้าไม่ทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนั้นหรอก”
เขากอดอกไว้ หากพลาดท่าก็ยังพอทำใจได้ แต่จะให้เสียตัวนั้นไม่มีทาง
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าถามว่าเจ้าพาข้าหนีออกไปได้หรือไม่?”
เขาฟังแล้วงุนงงยิ่ง
“ที่นี่เป็นถิ่นของเจ้า จะไปจะมาก็สะดวก เจ้ามิได้ไร้ขาเสียหน่อย...”
เขาไม่ได้ยินคำตอบจากสตรี ภายในห้องอันเงียบสงบมีเสียงล้อบดไปกับพื้นดังขึ้น
ใต้เงาจันทร์อันบางเบา สตรีในชุดขาวนั่งอยู่บนรถเข็น แสงจันทร์พร่าเลือนโอบคลุมนางไว้ ดูประหลาดลึกลับและเลื่อนลอยยิ่งนัก เขามองไม่เห็นสีหน้าของนาง
เขาสะดุ้งไปเล็กน้อย
ที่แท้ นางไม่มีขาจริง ๆ ด้วย...
“หากเจ้าพาข้าออกไปได้ ทรัพย์สินทั้งหมดที่นี่จะเป็นของเจ้า”
เขาครุ่นคิด เดิมทีเที่ยวนี้ก็มาเพื่อขโมยของ ในเมื่อเป็นการขโมย ย่อมไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของ อีกทั้งควรลงมือให้เสร็จโดยเร็ว จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยาก เหตุใดต้องหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มด้วย
“ภาพวสันต์เหนือธาราของท่านหวยจิ่นอยู่ที่เจ้ากระมัง?”
“อืม”
“เก็บไว้ที่ใด?”
“ในแจกันกระเบื้องเคลือบลายครามปากกว้าง บนแท่นเตี้ยปลายเตียง”
เขายินดีอยู่ในใจ สตรีผู้นี้ไม่เพียงร่างกายพิการ สมองก็ดูจะมีปัญหาด้วยเช่นกัน เขาถามสิ่งใด นางก็ตอบสิ่งนั้น ว่าง่ายเสียจนเกินไป...
เขาทำตามที่นางบอกจนพบแจกันกระเบื้องเคลือบลายครามปากกว้าง ตรงปากแจกันมีม้วนภาพหลายม้วน หากต้องคลี่หาไปทีละม้วน เกรงว่าจะไม่ทันเวลา
“หาเจอหรือยัง? จำง่ายมาก บนแกนภาพมีพู่สีเขียวสดห้อยอยู่”
กลางราตรีมืดมิดเช่นนี้ เขาแยกสีไม่ออกเลย
ยามนั้น รถเข็นค่อย ๆ กลิ้งมาทางเขา
ได้ยินเพียงสตรีผู้นั้นถอนหายใจอย่างจนใจ
“ข้าช่วยหาให้...”
นางนั่งบนรถเข็น อยู่ใกล้เขามาก กลิ่นหอมจาง ๆ โชยมาจากกาย มือเรียวงามค่อย ๆ แหวกม้วนภาพตรงปากแจกัน ก่อนหยุดลงที่ม้วนหนึ่ง นางหยิบออกมาแล้วยื่นให้เขาด้วยสองมือ
“เจ้าพาข้าออกไปด้วยได้หรือไม่?”
“เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่ได้”
“ฝีมือเจ้าไม่พอหรือ?”
เขาส่ายหน้า
“ข้าเป็นโจร โจรคือคนที่ยึดของในมือผู้อื่นมาเป็นของตนโดยไม่ต้องออกแรง เดิมทีก็เสื่อมทรามไร้คุณธรรม ไม่สนใจหลักการ ทั้งยังมองข้ามกฎหมาย ข้าจะรักษาคำมั่นแล้วเอาความยุ่งยากใส่ตัวได้อย่างไร? เจ้าเองก็เหมือนกัน เหตุใดจึงฝากความหวังไว้กับคนอย่างข้า?”
นางพยักหน้า
“เจ้ารู้จักตนเองดีทีเดียว”
“ช่วยไม่ได้ ข้าจะละทิ้งหลักการของอาชีพ เพียงเพราะเกิดมีมโนธรรมขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้”
“มโนธรรมหรือ?”
“อืม”
“เช่นนั้นอย่ามีเสียเลย มิฉะนั้นจะนำความยุ่งยากมาให้”
เขาส่ายหน้า อุ้มม้วนภาพแล้วเตรียมเดินออกไป
“ประเดี๋ยวก่อน...”
เมื่อได้ยินเสียงนาง เขาก็ระวังตัวขึ้นมาทันที
“เจ้าช่วยเข็นข้าไปข้างเตียงได้หรือไม่? ล้อรถเข็นเหมือนถูกมุมแหลมของแท่นเตี้ยขัดไว้ ข้าเอื้อมไม่ถึง”
ฉือมู่อวี้คิดว่านางยอมมอบภาพวสันต์เหนือธาราให้โดยไม่อิดออด เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เขายังช่วยได้
เขาย่อตัวลง หามุมแหลมที่ขัดล้อรถเข็นอยู่ แล้วดึงรถเข็นออกมา
“เรียบร้อย...”
คำพูดยังไม่ทันจบ ท้ายทอยก็ปวดแปลบขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขาหันกลับไปอย่างไม่อยากเชื่อ มองสตรีใต้แสงจันทร์ที่ยังคงนั่งสงบนิ่ง ทว่าในมือขวาของนางถือแท่นฝนหมึกไว้มั่น
นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ข้าบอกแล้วว่าอย่ามีมโนธรรม เจ้ายังดื้อไม่ฟัง”
กล่าวจบ นางก็ฟาดแท่นฝนหมึกลงบนศีรษะเขาอีกครั้ง เขายังไม่ทันได้ตอบสนอง เบื้องหน้าก็มืดสนิท
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว
ฉือมู่อวี้ปวดศีรษะราวกับจะแตก เวียนหัวจนอยากอาเจียน เขาพักอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะพอปรับตัวได้ เมื่อมองขึ้นไปก็เห็นม่านโปร่งสีขาวราวหิมะ ส่วนใต้ร่างเป็นเสื่อเย็น มือทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง ขาทั้งสองก็ถูกเชือกมัดไว้ ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย
ความเย็นวาบแผ่จากหน้าผากลงไปทั่วสรรพางค์ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าอากาศเดือนหกจะทำให้หนาวสะท้านได้ถึงเพียงนี้
เขามองลอดม่านโปร่งออกไป สตรีที่เมื่อคืนยังไม่เคยเห็นใบหน้าชัด ๆ กำลังนั่งบนรถเข็นอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือตำราเล่มหนึ่ง ตั้งใจอ่านอย่างละเอียด ข้างกายมีถ้วยน้ำที่เต็มเปี่ยมอยู่ใบหนึ่ง
เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก กระหายน้ำยิ่งนัก แต่ก็อยากไปปลดทุกข์ด้วย
สตรีผู้นั้นคล้ายรู้ว่าเขาตื่นแล้ว จึงหมุนล้อเข็นเข้ามาหา
นางเลิกม่านขึ้น เขาจึงได้เห็นโฉมหน้าของนางอย่างถี่ถ้วนและชัดเจน
นางสงบนิ่งยิ่ง ดุจกล้วยไม้ขาวที่ผลิบานในหุบเขาอันว่างเปล่า งดงามสูงส่งและแผ่กลิ่นหอมสงบ...
“เจ้าตื่นแล้วหรือ?”
“เหตุใดเจ้าจึงมัดข้า รีบปล่อยข้าไป!”
นางกะพริบตา
“เจ้าเป็นโจร ขโมยของของข้าแล้วยังถามอีกหรือว่าเหตุใดข้าจึงมัดเจ้า?”
“ข้ายังขโมยไม่สำเร็จ เท่ากับว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลย การที่เจ้ามัดข้าไว้ย่อมเป็นความผิด”
นางหัวเราะเบา ๆ
“หากทำสำเร็จ เจ้าก็จะจากไปโดยไม่หันกลับมา ชื่นชมของที่ขโมยมา จากนั้นก็ไปตั้งวงที่โต๊ะในโรงสุรา สั่งสุราต้มหนึ่งชาม เนื้อวัวปรุงสุกสองตำลึงกับถั่วลิสงอีกจาน แล้วคุยโวว่าตนเก่งกาจเพียงใด แต่พอล้มเหลวกลับไม่โทษว่าตนไร้ความสามารถ กลับโทษผู้อื่นที่มัดเจ้าไว้ เหตุใดกัน เจ้ายอมชนะได้ แต่แพ้ไม่เป็นหรือ?”
เขาส่งเสียงฮึอย่างไม่สบอารมณ์นัก
นางยกมือปลดผ้าดำที่คลุมหน้าเขาออก ปลายนิ้วเรียวขยับลูบคลำเนื้อผ้า พลางพิจารณาใบหน้าของเขาอย่างละเอียด
“หน้าตาหล่อเหลาไม่น้อย อายุถึงสิบแปดแล้วหรือ?”
“ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง”
นางก้มมองผ้าปิดหน้าสีดำในมือ “เนื้อผ้านุ่มละเอียด เย็นสบาย ทั้งยังเป็นผ้าไหมน้ำแข็งที่เหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวงนิยมใช้ เจ้ามาเพื่อภาพวสันตบรรพตของท่านหวยจิ่น เช่นนั้นย่อมเคยอยู่ในงานเทศกาลฉงหยาง เดือนเก้า ปีที่ยี่สิบสามแห่งรัชศกเฉียนหยวน วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ภาพวสันตบรรพตปรากฏขึ้น หลังจากนั้นก็หายสาบสูญไป อีกทั้งเจ้ายังสืบจนมาถึงที่นี่ได้ เมื่อรวมทั้งสามข้อแล้ว ผู้ที่ตรงตามเงื่อนไขมีน้อยยิ่งนัก...”
“อย่างไร? ยุคนี้คุณชายสูงศักดิ์ต้องลงมือเป็นโจรด้วยตนเองแล้วหรือ?”
“เจ้าเป็นใคร?”
มุมปากของสตรีผู้นั้นยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ชื่อของข้าคือเซวียซิงอวี้”
