แขนทั้งข้างของจ้าวเทียนอวี่สั่นระริกราวกับร่อนแกลบ ความเจ็บปวดทำให้เขาทรุดลงคุกเข่าบนพรมทันที
แขกที่ถือแก้วเหล้าอยู่รอบข้างต่างผงะถอยหลังพร้อมกันด้วยความตกใจ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“คุณชายฉู่ ช่วยผมด้วย รีบฆ่าไอ้สารเลวนี่ซะ!”
จ้าวเทียนอวี่ตะโกนเสียงแหบพร่า น้ำหูน้ำตาไหลพราก ไม่เหลือมาดคุณชายรองแห่งเมืองหลินแม้แต่น้อย
“เมืองหลินอาจเป็นแค่พื้นที่เล็ก ๆ แต่ไม่ว่าจะทำอะไร อย่างไรก็ต้องมีกฎเกณฑ์กันบ้าง”
เสียงนุ่มนวลไพเราะดังแทรกผ่านฝูงชนอันอึกทึกเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
ผู้คนแหวกทางให้เองโดยไม่ต้องมีใครบอก
ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดสีงาช้างเดินเข้ามา มือถือซิการ์เรียวยาว ท่วงท่าทุกอิริยาบถแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ของตระกูลชั้นนำออกมา
หากไม่ใช่เพราะความหยิ่งยโสที่ซ่อนอยู่ลึกในดวงตาเผยออกมาอย่างไม่ปิดบัง มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกคงทำให้ใคร ๆ เข้าใจว่าเขาเป็นบัณฑิตผู้ดีที่อ่านตำรับตำรามาอย่างแตกฉาน
คุณชายเสเพลรุ่นสองแห่งเมืองหลินเหล่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ไม่ต่างจากคางคกในโคลนตม
“ตระกูลฉู่แห่งเมืองหลวง ฉู่เทียนคว่อ”
ซูชิงชิงกระซิบบอกตัวตนของผู้มาใหม่ข้างหูหลินหยวน
“คุณชายฉู่ นั่นแหละมัน รีบสั่งบอดี้การ์ดจัดการมันสิ!”
พอเห็นผู้ช่วยชีวิต จ้าวเทียนอวี่ก็กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง เขาตะคอกใส่หลินหยวนอย่างเกรี้ยวกราด
ฉู่เทียนคว่อยืนห่างออกไปสามก้าวอย่างสงบนิ่ง ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนสูทอย่างใจเย็น ก่อนจะก้มมองจ้าวเทียนอวี่บนพื้น
“เทียนอวี่ ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาออกมาจัดการธุระสำคัญ ต้องรู้จักสำรวมกิริยาบ้าง”
ฉู่เทียนคว่อพูดช้ามาก ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพบาง ๆ
วินาทีต่อมา เขายกเท้าขึ้น รองเท้าหนังสั่งตัดพื้นแข็งกระแทกเข้ากับใบหน้าบวมเป่งของจ้าวเทียนอวี่อย่างจัง
ปัง!
เสียงทึบดังขึ้น
ร่างจ้าวเทียนอวี่ถูกเตะไถลไปกับพื้นไกลหลายเมตร ฟันกระเด็นหลุดออกมาสองซี่ ในปากเต็มไปด้วยเลือด
