ลอเยียนหรานยืนรออยู่ตรงประตูครู่หนึ่งโดยตั้งใจ จนหลินไป๋เดินเข้ามาใกล้ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ฟืนข้าผ่าเสร็จแล้ว ทั้งยังทำความสะอาดลานบ้านกับห้องพักเรียบร้อยแล้วด้วย”
หลินไป๋ได้ยินดังนั้นก็ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ
“กลับเข้าไปค่อยพูด”
“ถ้าเพื่อนบ้านได้ยินเข้า คงคิดว่าข้ากำลังรังแกเด็กอยู่”
ลอเยียนหรานพองแก้ม
“หรือไม่ใช่ล่ะ?”
หลินไป๋ยักไหล่
“เจ้าอายุยี่สิบกว่าแล้ว ไม่นับเป็นแรงงานเด็กหรอก”
“ไม่ใช่ ข้าอายุเก้าขวบ!”
“งั้นข้าก็ยี่สิบกว่าเหมือนกัน” หลินไป๋ก้าวข้ามธรณีประตูพลางเอ่ยว่า
“ไปก่อไฟ คืนนี้กินข้าวที่บ้าน”
ลอเยียนหรานกำหมัดเล็ก ๆ ชูขึ้น แล้วแกล้งชกใส่แผ่นหลังของหลินไป๋อย่างแรง
“ข้าทำไม่เป็น!”
“ไม่ เจ้าทำเป็น!”
…………
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป
ห้องครัวหลังบ้าน
ลอเยียนหรานมองมือเล็กขาวนุ่มของตนเองอย่างงุนงง
เมื่อครู่ข้าทำอะไรลงไป…………
“อย่ามัวเหม่อ เติมไฟอีกหน่อย” หลินไป๋เอ่ย
ลอเยียนหรานได้ยินดังนั้นก็ได้สติ
นางนึกถึงท่าทางที่หลินไป๋เพิ่งสอนเมื่อครู่
หยิบฟืนสองท่อนขึ้นมา ไหล่ทั้งสองข้างลดต่ำลงเล็กน้อย แขนงอครึ่งหนึ่ง ปราณแท้ทั่วร่างเริ่มไหลเวียน
ตูม——!
ฟืนแหลกเป็นเศษปลิวว่อน พุ่งเข้าไปในเตาจนหมด
ฟู่! ฟู่!
เปลวไฟในเตาพลันลุกโชนแรงขึ้นหลายส่วน
ลอเยียนหราน:…………
“ข้าฝึกบำเพ็ญไม่ใช่เพื่อมาจุดไฟให้เจ้านะ!” ลอเยียนหรานพองแก้ม
“เจ้ากำลังดูหมิ่นข้าอยู่”
หลินไป๋เทน้ำมันเย็นลงในกระทะที่ร้อนจัด ตอกไข่ลงไปสองสามฟองในจังหวะที่เหมาะสม ก่อนเอ่ยว่า
“ตอนผ่าฟืน เจ้าเองก็ใช้ปราณแท้ไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดตอนนั้นถึงไม่เห็นเจ้ารู้สึกน้อยใจ?”
ลอเยียนหรานได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจ
“เจ้าดูออกได้อย่างไร?”
หลินไป๋ตักไข่ที่ผัดสุกแล้วใส่จาน ก่อนโยนมะเขือเทศที่หั่นไว้ลงกระทะ
“เพราะเด็กเก้าขวบทั่วไปไม่ใช้ปราณแท้หรอก ต่อให้ผ่าฟืนทั้งบ่ายก็ยังผ่าไม่หมด”
ลอเยียนหรานรู้สึกเหมือนถูกหลอกเข้าให้แล้ว
ตูม! ตูม! ตูม!
ฟืนสามท่อนระเบิดแตกติดกัน ก่อนถูกโยนเข้าเตา
“หลินไป๋” ลอเยียนหรานหยิบฟืนมาอีกหลายท่อน แล้วจัดเรียงในเตาเป็นตัวอักษรคำว่า ‘หลิน’ ก่อนเอ่ยว่า
“ข้าจะกินไข่ผัดมะเขือเทศรสหวาน!”
หลินไป๋:?????
“เบาไฟหน่อย”
…………
ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า เมฆสีแดงเพลิงผืนหนึ่งปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตก
หลินไป๋ยกกับข้าวสองจานไปวางบนโต๊ะหิน
จานหนึ่งเป็นไข่ผัดมะเขือเทศ
อีกจานก็เป็นไข่ผัดมะเขือเทศเช่นกัน
จานหนึ่งเป็นรสเค็มกลมกล่อม อีกจานเป็นรสหวาน
จากนั้นเขาก็ยกแตงกวาทุบหนึ่งจานกับหมูผัดอีกหนึ่งจานออกมา
เขาวางแป้งแผ่นที่ซื้อจากต้าหลางไว้ข้างโต๊ะหิน แล้วเอ่ยว่า
“กินข้าวได้แล้ว”
ลอเยียนหรานล้างมือกับใบหน้าเล็ก ๆ จนสะอาด ก่อนก้าวขาสั้น ๆ ออกจากห้องครัว
นางมองกับข้าวพื้นบ้านหลายจานและแป้งแผ่นบนโต๊ะหิน คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เจียงหนานนิยมกินข้าวเป็นหลัก ก่อนหน้านี้แม้ลอเยียนหรานจะเป็นเพียงสายรองของตระกูลลอ แต่ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น ทุกมื้อจึงมีข้าววิญญาณและผักวิญญาณให้กิน
ลอเยียนหรานเดินมาถึงข้างม้านั่งหินแล้วค่อย ๆ นั่งลง
หืม?
ยังไม่แน่ใจ
ลอเยียนหรานลุกขึ้นแล้วนั่งลงใหม่อีกครั้ง
หืม?
นางไม่ยอมเชื่อ จึงลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง
หลินไป๋มองจนพูดไม่ออก
ก็แค่เท้าไม่ถึงพื้นเองไม่ใช่หรือ? ไม่เห็นจะกระทบกับการกินข้าวเลย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลอเยียนหรานจึงยอมรับความจริงได้เสียทีว่าตอนนี้ตนสูงเพียง 1.3 เมตร
นางนั่งบนม้านั่ง แล้วยื่นมือไปหยิบแป้งแผ่น
แต่ไม่ว่าจะเอื้อมมือสั้น ๆ ไปกี่ครั้งก็หยิบไม่ถึง
สุดท้ายจึงทำได้เพียงนั่งซึมอยู่บนม้านั่งหิน มองเท้าทั้งสองข้างที่ห้อยลอยอยู่กลางอากาศอย่างหดหู่
เพียะ——!
หลินไป๋หยิบแป้งแผ่นออกมาหนึ่งชิ้น แล้ววางตะกร้าไม้ไผ่ใส่แป้งไว้ข้างลอเยียนหราน
“กินให้อิ่มหน่อย กินเสร็จแล้วยังต้องล้างจานด้วย”
“เหตุใดต้องเป็นข้าอีกแล้ว?” ลอเยียนหรานเงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นถาม
“วันนี้ข้าทำงานตั้งมากมาย ยังไม่พอเป็นค่าเช่าห้องอีกหรือ?”
หลินไป๋ชี้ไปยังกับข้าวบนโต๊ะ
“ล้างจานถือเป็นค่าอาหารของเจ้า”
กล่าวจบหลินไป๋ก็หยิบถ้วยน้ำถั่วเขียวที่บรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ออกจากตะกร้า เปิดฝาแล้วส่งไปตรงหน้าลอเยียนหราน
“ขอยืมน้ำแข็งหน่อย”
“หลินไป๋ เจ้ากำลังดูหมิ่นเซียนกระบี่หญิงในอนาคตนะ!” ลอเยียนหรานทำหน้าขึงขัง
“ตอนนี้ข้ายังเติบโตไม่เต็มที่ เจ้ายังมีโอกาสเอาใจข้าอยู่”
หลินไป๋หยิบน้ำแข็งที่เจ้าของร้านแถมมาออกจากถุงเก็บของ แล้วโยนลงในน้ำถั่วเขียว
เขาเอ่ยว่า
“พรุ่งนี้เจ้าไม่มีอาหารเช้าแล้ว”
“อะไรนะ?!” ลอเยียนหรานถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้ายังอยู่ในวัยกำลังโต เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”
หลินไป๋ไม่ได้ตอบ เขายกไข่ผัดมะเขือเทศรสหวานไปวางตรงหน้าลอเยียนหราน
จากนั้นก็เลื่อนกับข้าวอีกสามจานที่เหลือมาไว้ฝั่งตนเอง
“กินสิ เซียนกระบี่หญิง”
“ไข่ผัดมะเขือเทศนี่เจ้าเป็นคนสั่งเอง”
“ที่เหลือสามจานเป็นของข้า”
“เจ้าเป็นปีศาจหรืออย่างไร หลินไป๋?”
ลอเยียนหรานหยิบแป้งแผ่นขึ้นมา แล้วกัดเข้าไปอย่างเคียดแค้น
…………
รัตติกาลมาเยือน
ลอเยียนหรานล้างจานเสร็จแล้วกลับเข้าห้อง ร่างเล็กค่อย ๆ เอนลงบนเตียง
นางเงยหน้ามองแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามานอกหน้าต่าง สีหน้าซับซ้อนเล็กน้อย
ท้ายที่สุดวันนี้นางก็ได้กินกับข้าวถึงสี่อย่าง
รสชาติดีทีเดียว เพียงแต่……
เพียงแต่รู้สึกว่าหลินไป๋ดูไม่ค่อยปกติ
หึ่ง——! หึ่ง——! หึ่ง——!
กระจกน้อยหยกเย็นในถุงเก็บของเริ่มสั่นขึ้นมา
คืนวันที่ 1 เดือน 7 เป็นวันนัดพบกัน
ลอเยียนหรานหยิบกระจกหยกเย็นน้อยออกมา แล้วส่งจิตสำนึกเข้าไปด้านใน
ภายในห้วงมิติสีเทาหม่น กลุ่มแสงหมายเลขสามถึงหมายเลขหกสว่างขึ้นตามลำดับ
จากนั้นเสียงของอวี้เชี่ยวจี้ก็ดังออกมาจากกลุ่มแสงที่อยู่บนสุด
“ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองยังปิดด่านฝึกตนอยู่ คืนนี้คงไม่มา”
กลุ่มแสงหมายเลขสามหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนกล่าวทักทายอวี้เชี่ยวจี้ แล้วหันมาเอ่ยกับลอเยียนหรานว่า
“ศิษย์น้องเล็ก”
“ได้ข่าวว่าระหว่างทางไปเมืองเฟิงเทียนเจ้าเจอเหตุไม่คาดฝันจนบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้อยู่ที่ใดหรือ? ศิษย์พี่จะได้จัดการให้เจ้า”
ลอเยียนหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “ไม่จำเป็นหรอก ศิษย์พี่สาม ตอนนี้ข้ายังปลอดภัยดี”
ศิษย์พี่สามเป็นศิษย์ของสำนักเหอฮวน รอบกายมีคนมากมายปะปนกันอยู่ ลอเยียนหรานไม่อยากเสี่ยงดวง
ต่อมา หมายเลขสี่กับหมายเลขห้าต่างกล่าวแสดงความห่วงใยต่อลอเยียนหราน
จากนั้นทั้งหลายก็เริ่มแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
ลอเยียนหรานเพียงนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่เอ่ยปากสักคำ
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง
ศิษย์พี่หญิงทั้งหลายทยอยออกจากห้วงมิติ
ลอเยียนหรานมองอวี้เชี่ยวจี้ที่อยู่เบื้องบน แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
“ท่านอาจารย์ ข้ารู้สึกว่ายอดฝีมือผู้นั้นดูไม่ค่อยชอบมาพากล”
“โอ้?” อวี้เชี่ยวจี้เริ่มสนใจขึ้นมา
“ไม่ชอบมาพากลอย่างไร?”
ลอเยียนหรานทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างละเอียด ก่อนเอ่ยเสียงใสว่า
“อย่างแรก เขาอยู่เพียงขั้นรวมพลังจิต แต่กลับมีโอสถขั้นเสวียนสามเม็ด แถมยังเป็นโอสถที่ใช้เสริมกันอีกด้วย เรื่องนี้…ไม่สมเหตุสมผลเลย!”
“อย่างที่สอง” น้ำเสียงของลอเยียนหรานฟังดูไม่แน่ใจนัก
“อย่างที่สอง เขารู้ตัวตนที่แท้จริงของข้าแล้ว ทั้งยังเดาออกว่าข้าฝึกคัมภีร์แท้แห่งวิญญาณเหมันต์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์”
“แต่เขากลับไม่กังวลกับเรื่องยุ่งยากมากมายที่ติดตัวข้าอยู่แม้แต่น้อย ทั้งยังไม่หวาดกลัวบารมีของท่าน”
“เขาไม่สนใจเลยว่าหากข้าฟื้นฟูพลังได้แล้ว เขาจะสู้ข้าไม่ได้ ทั้งยังสั่งให้ข้าทำนั่นทำนี่ไม่หยุด”
หลังกล่าวจบ น้ำเสียงของลอเยียนหรานก็หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ศิษย์สงสัยว่าเขามีปัญหา แต่ดูแล้วก็ไม่เหมือนต้องการสิ่งใดจากกระดูกกระบี่ของข้า ช่างน่าประหลาดจริง ๆ!”
อวี้เชี่ยวจี้ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ฟังดูไม่เหมือนคนธรรมดาจริง ๆ”
“เช่นนั้น พรุ่งนี้เจ้าลองถามวันเดือนปีเกิดหรือร่องรอยในอดีตของเขามาดู อาจารย์จะลองคำนวณให้”
“ขอบคุณท่านอาจารย์!”
…………
เช้าตรู่วันที่ 2 เดือน 7
กุ๊กกู๋ กุ๊กกู๋……
จดหมายส่งข่าวหลายฉบับที่ผูกติดกับนกพิราบทยอยมาถึงเรือนของเสวี่ยจื๋อเกอในตำหนักพรานอาชญา
ตึง ตึง ตึง——!
หลินไป๋เคาะประตูห้องของลอเยียนหราน
“ตื่นได้แล้ว ตื่นได้แล้ว! ถึงเวลาตั้งแผงขายชาแล้ว”
พอขายเสร็จฉันก็จะได้ไปร้านตำหนักไคว่อี้ ฟังคนเล่านิทาน แถมยังกินมื้อเช้าได้ด้วย
นิทานรอบเช้าวันนี้เป็นเรื่องสั้นชื่อ ‘ตะลึง! จอมกระบี่ไป๋หงเป็นโจรเด็ดบุปผาจริงหรือไม่!’
หลินไป๋คิดว่าเรื่องนี้เหมาะกินคู่กับอาหารเป็นอย่างยิ่ง
เอี๊ยด
ลอเยียนหรานที่คิดหาวิธีสืบเรื่องราวในอดีตของหลินไป๋มาทั้งคืน ผลักประตูออกมาโดยมีรอยคล้ำใต้ตาเป็นวงใหญ่สองวง
“ไม่ใช่สิ” หลินไป๋เอ่ยอย่างประหลาดใจ
“นี่เจ้าเอาหมัดต่อยหน้าตัวเองจนดำปูดหรืออย่างไร เหตุใดถึงคล้ำขนาดนี้?”
“อายุแค่นี้ เหตุใดถึงนอนไม่หลับได้?”
ลอเยียนหรานได้ยินดังนั้นก็ถลึงตามองหลินไป๋อย่างขุ่นเคือง ก่อนเอ่ยว่า
“นี่มันเพิ่งยามใดกัน ถึงกับจะให้ตั้งแผงขายชาแล้ว?”
