หลิงเยว่พยักหน้า กำลังจะพูดอะไรต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงอู้อี้ดังมาจากด้านหลัง
“แล้วข้าล่ะ?”
ไม่รู้ว่าจินหลีถงมายืนอยู่ด้านหลังทั้งสองคนตั้งแต่เมื่อไร ในมือยังกำกรรไกรเงินที่ยังลับไม่เสร็จไว้แน่น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องหลิงเยว่ สีหน้ามีความน้อยใจที่แทบไม่เคยเผยออกมา แต่คราวนี้กลับปิดบังไม่มิด
ความโลภในทองและเงินของมนุษย์กัดกร่อนจินหลีถง นี่คือความเจ็บปวดที่ฝังลึกที่สุดของเขามาตลอดหลายพันปี แม้ช่วงหลายปีมานี้หลิงเยว่จะใช้วิชาชำระล้างคอยปรับสมดุลให้ทุกวัน แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นก็ยังคงซึมเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับก๊อกน้ำที่ปิดไม่สนิทตลอดกาล
หลิงเยว่หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง ก็เข้าใจความผิดหวังที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้นทันที
นางหันตัว เดินไปหยุดตรงหน้าจินหลีถง แล้วยื่นมือไปทาบมือที่เขากำกรรไกรเงินไว้ ปลายนิ้วค่อย ๆ คลายข้อนิ้วที่เกร็งแน่นของเขาออก
“ถ้ามนุษย์หายไป อาหลีเองก็ไม่ต้องทรมานเพราะพลังล้นเกินแล้ว ดีจะตาย”
แค่ประโยคเดียว ไหล่ที่เกร็งแน่นของจินหลีถงก็ผ่อนคลายลงทันที
เขาก้มมองมือของหลิงเยว่ที่วางอยู่บนหลังมือตน ฝ่ามือของนางทั้งอุ่นและนุ่ม ปลายนิ้วที่ยังหลงเหลือไอพลังชำระล้างลูบไล้ซอกนิ้วเขาเบา ๆ
เขาพลิกมือกลับ กอบกุมมือนางไว้ในฝ่ามือ แล้วเงยหน้ามองพั้งจุน มุมปากยกขึ้นนิดหนึ่ง
ความหมายในสายตานั้นชัดเจนเหลือเกิน ดูสิ เยว่เอ๋อร์เป็นห่วงข้าที่สุด
อารมณ์สบายใจหลังเพิ่งผ่านการชำระล้างของพั้งจุนมลายหายไปทันทีที่เห็นสายตานั้น เขาลุกพรวดขึ้นมา สายฟ้าสีม่วงปะทุเปรี๊ยะ ๆ รอบตัว ผมสั้นสีขาวนวลแทบจะตั้งชี้ “จินหลีถง เจ้า—”
