นับตั้งแต่หลิงเยว่ทะลวงขึ้นสู่ระดับเทพธิดา จินหลีถงก็ไม่เคยกลับไปหุบเขาคมดาบของตัวเองอีกเลย
พูดให้ถูกคือเขากลับไปแล้ว แต่ทุกวันก่อนฟ้าสางก็จะรีบวิ่งไปยังป่าที่หลิงเยว่พักชั่วคราว มือหนึ่งหิ้วผลไม้วิเศษที่เพิ่งเก็บมา อีกมือไม่ก็พกของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เพิ่งหลอมขึ้นใหม่มา ใบไม้ทองคำแวววาว ถ้วยเงินที่เก็บหยดน้ำค้างได้เอง กิ๊บติดผมรูปผีเสื้อประดับหินจันทรา... ของกระจุกกระจิกเหล่านั้นกองสูงจนกินพื้นที่ผนังถ้ำของหลิงเยว่ไปครึ่งหนึ่ง
หลิงเยว่ทอดตามองผนังหินที่แทบจะถูกเครื่องทองกลบมิด ในที่สุดก็อดถอนหายใจไม่ได้
“อาหลี นี่คิดจะย้ายบ้านหรือ?”
จินหลีถงกำลังยอง ๆ ง่วนอยู่กับต้นหญ้าจันทราที่เพิ่งย้ายมาปลูก พอได้ยินเสียงก็หันกลับมา ดวงตาสีฟ้าครามเป็นประกาย “เยว่เอ๋อร์ไม่ชอบหรือ? ข้ายังหลอมของสวย ๆ ได้อีกนะ...”
“ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอก” หลิงเยว่เดินเข้าไปหา เส้นผมสีชมพูอ่อนยาวสยายลงมาข้างไหล่เขา ดวงตาสีม่วงแอสเตอร์มีรอยยิ้มจาง ๆ
“ข้าหมายถึงหุบเขาคมดาบของเจ้าอยู่ไกลจากที่นี่มาก วิ่งไปกลับทุกวันไม่เหนื่อยหรือ?”
ใบหูของจินหลีถงแดงขึ้นมาทันที เขาก้มหน้าทำทีเป็นจัดการต้นหญ้าต่อ “มะ...ไม่เหนื่อยหรอก”
หลิงเยว่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้เปิดโปงความจริงที่ว่าขอบตาคล้ำของเขาแทบจะลากลงไปถึงคาง
เทพสงครามระดับเทพธิดาที่ไม่หลับไม่นอนต่อเนื่องกันหนึ่งเดือน เพียงเพื่อรีบเอาของกระจุกกระจิกที่ทำขึ้นใหม่มาวางไว้หน้าประตูนางก่อนพระอาทิตย์ขึ้น วิธีเอาใจอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แบบนี้ทำให้นางรู้สึกขำอยู่บ้าง แต่ก็... อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“เอาอย่างนี้ดีไหม” หลิงเยว่นั่งยองลงข้างเขา เกล็ดเงินบนชายกระโปรงสะท้อนแสงระยิบระยับในแสงยามเช้า
“ตอนนี้ข้าอยากหาที่เหมาะ ๆ สร้างคฤหาสน์ของตัวเอง ข้าว่าเราไปหาที่ใกล้หุบเขาคมดาบของเจ้าหน่อยดีกว่า แบบนี้เจ้าก็ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาแล้ว”
