จริงอย่างที่คิด รอได้ไม่นาน อีกฝั่งก็มีเรือลำหนึ่งพายเข้ามา
มันเป็นเรือถีบชมวิวพลาสติกแบบที่มีอยู่ก่อนวันสิ้นโลก ชายที่พายเข้ามาร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่นทั่วตัว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนพายเรือเก่ง
“พวกคุณนั่งเรือกันกี่คน?”
“ห้าคน”
ชายคนนั้นบอกว่า “ห้าคะแนน หรืออาหารที่มีมูลค่าเท่ากัน พวกคุณจะจ่ายแบบไหน?”
จางฮวนหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งถุงกับแครกเกอร์อัดแท่งหนึ่งถุงออกจากกระเป๋าเป้ “พี่ชาย เราจ่ายด้วยของพวกนี้ได้ไหม พอหรือเปล่า?”
พอเห็นของในมือจางฮวน ดวงตาของชายคนนั้นก็สว่างวาบ
นี่มันของดีชัด ๆ
มีค่ากว่าห้าคะแนนตั้งเยอะ นี่เป็นทิปที่ลูกค้าให้หรือเปล่า?
ใจกว้างเกินไปแล้ว
ชายคนนั้นรีบรับของจากมือจางฮวน แล้วยัดซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่
“ได้สิ เหลือเฟือเลย เชิญขึ้นเรือครับ”
จางฮวนพาซิ่วซิ่วขึ้นไปนั่งก่อน ตามด้วยหลินหร่านและอีกสองคน
เมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อย ชายคนนั้นก็พายเรือมุ่งหน้าไปยังฝั่งตรงข้าม
หลินเจ๋อมองผืนน้ำกว้างโล่ง พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา เขาหันไปถามชายคนนั้นว่า “พี่ชาย พวกเราข้ามไปได้ ถ้าอย่างนั้นคนฝั่งโน้นก็ข้ามมาที่นี่ได้เหมือนกันใช่ไหม?”
ชายคนนั้นได้ยินแล้วมองหลินเจ๋ออย่างแปลกใจ คำถามนี้ช่างมือใหม่เสียจริง
เขาคงเพิ่งมาที่เขตดีเป็นครั้งแรก ถึงได้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย
แต่ชายคนนั้นก็ไม่กล้าตอบหลินเจ๋อส่ง ๆ เพราะสาวน้อยเมื่อครู่ให้ของมาไม่น้อย
