เช้าวันที่สาม
หลินเฟิงเหมียนซึ่งนั่งสมาธิตลอดคืนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกปลอดโปร่งเบาสมอง
สามวันมานี้ เขาไม่ได้ฝันประหลาดเช่นนั้นอีก ไม่ได้ฝันถึงสาวงามผู้เป็นวิญญาณอีกเช่นกัน
นี่กลับทำให้หลินเฟิงเหมียนไม่ชินอยู่บ้าง
บัดนี้ เขาจึงแน่ใจว่าสาวงามผู้นั้นออกมาจากจี้หยกคู่นั่นเอง!
แม้หลินเฟิงเหมียนจะเสียดายสมบัติตกทอดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วชีวิตก็สำคัญกว่า
ใครจะรู้ว่าสาวงามผู้นั้นจะสูบพลังชีวิตเหมือนพวกหญิงร้ายหรือไม่?
หลินเฟิงเหมียนชำระร่างกายแล้ว ไปที่ลานหน้าประตูยอดเขาผักบุ้งเขียวตามปกติ
เขาเห็นเซี่ยกุ้ยก็อยู่ที่นั่นด้วย ท่าทางอิดโรยไม่น้อย กำลังพูดอะไรบางอย่างกับบุรุษร่างใหญ่กำยำหน้าตาอัปลักษณ์
เมื่อเห็นหลินเฟิงเหมียนมา เซี่ยกุ้ยมองเขาบ่อยครั้ง เหมือนจะเอ่ยปากแต่ก็หยุดไว้
หลินเฟิงเหมียนครุ่นคิด เซี่ยกุ้ยคงค้นพบความผิดปกติของสำนักหยกเซียนแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
หากเจ้านี่ยังใจร้อนลงมือเอง อีกไม่นานข้าก็ต้องฝังศพเพิ่มอีกหนึ่ง
ระหว่างนั้น ลำแสงสีชมพูสายหนึ่งบินมาจากแดนไกล ร่อนลง ณ ลานกว้าง
นั่นคือสตรีในชุดคลุมสีชมพูนุ่งน้อยห่มน้อย รูปลักษณ์งามล้ำ ทรงเสน่ห์ดั่งฟ้าประทาน
อาภรณ์โปร่งบางไม่อาจห่อหุ้มเรือนร่างที่เร่าร้อนและเปี่ยมชีวิตได้ ผิวพรรณขาวผ่องส่วนใหญ่จึงเผยออกมา
สายลมเย็นพัดพา ผ้าบางแนบชิดทรวดทรง ยิ่งขับเน้นทรวดทรงงามระหงให้เด่นชัด บุรุษศิษย์จำนวนมากต่างตะลึงงัน
“ศิษย์พี่หลิว!”
บรรดาศิษย์ต่างโค้งคำนับคารวะ หนึ่งคือให้เกียรติ อีกหนึ่งคืออำพรางความขัดเขิน
ผู้มาเยือนคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักหยกเซียนฝ่ายนอก หลิวเม่ย หญิงงามผู้เลื่องชื่อทั่วสำนัก
ดวงตาหวานเยิ้มดังแพรไหมของหลิวเม่ยกวาดมองผู้คนในลาน นางหัวเราะเสียงหวาน “ลุกขึ้นได้แล้ว!”
สุ้มเสียงอ่อนหวานเย้ายวน ราวกับคนรักกำลังออดอ้อนอยู่ข้างหู ทำให้เหล่าบุรุษศิษย์ตัวสั่นสะท้าน โค้งเอวต่ำลงไปอีก
หลินเฟิงเหมียนก็ลำคอขยับ รู้สึกเร่าร้อนขึ้นมา อดสาปในใจไม่ได้ว่า ‘หญิงร้าย’
หลิวเม่ยเห็นท่าทีขัดเขินของคนทั้งหลายก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ กระพริบตาปริบ ๆ ใส่พวกเขา
“วันนี้ข้ารู้สึกดี อยากจะเลือกคนมาทดสอบ มีใครอาสาบ้างหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น บรรดาศิษย์พากันตื่นเต้น ชูมือกันอย่างคึกคัก
“ศิษย์พี่ ข้าได้!”
“ศิษย์พี่ เลือกข้าเถิด!”
อัตราผ่านการทดสอบของศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ไม่ได้น้อยกว่าเฉินชิงเยี่ยนมากนัก แถมยังดูน่าสนุกกว่าด้วย!
“ทุกคนกระตือรือร้นกันจริง!”
หลิวเม่ยหัวเราะจนกายโยกเยกดั่งกิ่งไม้ต้องลม ทำให้จิตใจเหล่าบุรุษศิษย์ก็สั่นไหวตาม จ้องมองไม่วางตา ลำคอขยับ
ดวงตาราวดอกท้อของหลิวเม่ยมาจับที่หลินเฟิงเหมียน แย้มยิ้ม “ศิษย์น้องหลิน สนใจหรือไม่?”
ศิษย์ชายทั้งหลายมองมาด้วยความริษยา อีกแล้วหรือน้องนี่!
ไอ้นี่มันหน้าตาดี หรือมีดีอะไรเป็นพิเศษ ถึงให้บรรดาศิษย์พี่ติดใจไม่เลิกรางั้น?
แต่น้องนี่มีรสนิยมประหลาด ไม่เคยดื่มหัวน้ำซุป ชอบแต่จะล้างคราบ!
เป็นไปตามคาด หลินเฟิงเหมียนคารวะแล้วกล่าว “ศิษย์พี่ ข้าพลังบำเพ็ญต่ำต้อย ขอยกโอกาสนี้ให้ผู้อื่นเถิด”
หลิวเม่ยหัวเราะคิก “ศิษย์น้องช่างถ่อมตนยิ่งนัก!”
นางย่อปลายเท้าเบา ๆ จากแท่นสูงลอยลงมายังข้างกายหลินเฟิงเหมียน หมุนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ
ตามจริงแล้ว เจ้านี่หน้าตาหล่อเหลาราวเซียน กิริยาสง่างาม ทั้งยังหัวไว รู้จักประเมินสถานการณ์
แต่วรยุทธ์ก็แย่สิ้นดี ฝึกฝนมาสามปี กลับยังอยู่แค่ชั้นห้าฝึกลมปราณ!
หลินเฟิงเหมียนไม่รู้ความคิดของนาง แม้หญิงงามจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นหอมรวยริน แต่เขากลับเหงื่อตก
บัดซบ หญิงร้ายนี่คิดจะทำอะไร?
หลิวเม่ยหยุดอยู่ตรงหน้าหลินเฟิงเหมียน แย้มยิ้ม “ศิษย์น้องหลินเข้ามาในสำนักหยกเซียนของเราหลายปีแล้วกระมัง?”
หลินเฟิงเหมียนใจเต้นรัว พยักหน้า “ตอบศิษย์พี่ สามปีแล้ว!”
หลิวเม่ยยื่นมือน้อยออกมา ลูบไล้ใบหน้าเขาอย่างอ่อนโยน แย้มยิ้มดุจบุปผา
“ล้วนเป็นเพราะพวกข้าสอนสั่งไม่เอาใจใส่ ทำให้ศิษย์น้องหลายปีมิอาจเข้าสำนักฝ่ายใน”
หลินเฟิงเหมียนขนลุกซู่ พลางรีบกล่าว “เป็นเพราะข้าพรสวรรค์ไม่ดี มิเกี่ยวอันใดกับศิษย์พี่ทั้งหลาย”
หลิวเม่ยหัวเราะคิกคัก หัวเราะจนกายโยกเยกดั่งกิ่งไม้ต้องลม ทำเอาผักบุ้งทั้งหลายต้องถอนใจระทม
“ศิษย์น้องพูดเป็น แต่ข้าก็มิอาจมองศิษย์น้องเสียเวลาในฝ่ายนอกต่อไป”
นางโน้มเข้ามา ร่างหอมแนบชิดหลินเฟิงเหมียน เขย่งปลายเท้าขึ้นเบา ๆ กระซิบข้างหูเขาด้วยลมหายใจหอมกรุ่นราวกล้วยไม้
“สามวันให้หลัง เจ้าจงมาที่สวนบัวแดงของข้า ข้าอยากประลองฝีมือกับเจ้า แลกเปลี่ยนวิชาอย่างลึกซึ้งสักหน่อย!”
สุ้มเสียงของหลิวเม่ยเย้ายวนลึกถึงกระดูกดำ ทว่า หลินเฟิงเหมียนกลับรู้สึกหนาวเย็นแผ่ซ่านขึ้นมา
เขาจ้องหลิวเม่ยด้วยความไม่เชื่อ “ศิษย์พี่ พูดจริงหรือ?”
หลิวเม่ยสะบัดผมยาวพลางตำหนิเล็กน้อย “แน่นอน ข้าจะหลอกเจ้าทำไม?”
“ศิษย์น้องทำท่าไม่เต็มใจ หรือว่าข้าจะกินเข้าได้รึ?”
เห็นรอยยิ้มอันตรายของนาง หลินเฟิงเหมียนหัวเราะแห้ง ๆ “ข้า…ข้าเพียงดีใจเกินไป…”
หลิวเม่ยยิ้มซุกซน ปลายลิ้นเล็ก ๆ แตะริมฝีปากแดง แย้มยิ้มเย้ายวน “เช่นนั้นข้าจะรอเจ้าอยู่นะ~”
กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไป ราวกับว่าเพียงมาที่นี่เพื่อบอกเรื่องนี้กับหลินเฟิงเหมียน
มีศิษย์ชายคนหนึ่งร้อนใจเอ่ย “ศิษย์พี่หลิว วันนี้ไม่ทดสอบแล้วหรือ?”
“ไม่ทดสอบแล้ว!”
หลิวเม่ยหันกลับมา ยิ้มซุกซน “เพื่อค่ำคืนอันรื่นรมย์กับศิษย์น้องหลิน ข้าตัดสินใจถือศีลกินเจ อาบน้ำชำระกาย ละเว้นกามารมณ์สามวัน!”
นางเรียกริบบิ้นสีชมพูออกมาสายหนึ่ง พามันพานางลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างงามสง่าราวเซียน ไม่ลืมจะส่งจูบลมให้หลินเฟิงเหมียนด้วย
“ศิษย์น้องหลิน อย่าทำให้ข้าผิดหวังนะ~”
ท่วงท่าที่ทุ่มเทเต็มที่นี้ ทำให้เหล่าศิษย์ต้องเลื่อมใสอย่างยิ่ง ต้องโค้งคำนับคารวะ
ทว่า หลินเฟิงเหมียนกลับยืนอยู่ที่นั่นราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง รู้สึกเพียงศีรษะชาหนังศีรษะชา มือเท้าเย็นเฉียบ
สมควรแล้ว การลังเลมีแต่จะนำพ่ายแพ้!
เมื่อได้พบศิษย์พี่จ้าวนั่น ข้าก็ควรลงมือทันที แต่กลับหวังโชคลาภ
บัดนี้เห็นได้ชัดแล้ว ดาบสังหารหยัดลงแล้ว ข้าผู้เป็นผักบุ้งแก่ก็ต้องถูกเก็บเกี่ยวเสียแล้ว!
“ศิษย์พี่หลิน ยินดีกับท่านด้วย”
“ครั้งนี้ศิษย์พี่คงได้เข้าสำนักฝ่ายในแน่ อย่าลืมช่วยเหลือศิษย์น้องทั้งหลายด้วยเถิด”
……
เหล่าศิษย์แม้จะทั้งริษยาและชิงชัง แต่ก็ยังเข้าไปประจบประแจงหลินเฟิงเหมียน
หลินเฟิงเหมียนใจลอย ตอบส่ง ๆ “ต้องอย่างนั้นแน่ ข้าเข้าสำนักฝ่ายในได้ พวกเจ้าก็หนีไม่พ้นสักคนแน่!”
“หา?”
“ข้าหมายความว่า ข้ายังทำได้ พวกเจ้าก็ทำได้แน่ สำนักย่อมไม่ละทิ้ง….ละทิ้งบุคคลากรผู้ใด…”
หลินเฟิงเหมียนตอบส่ง ๆ ไปพลาง ใจว้าวุ่นคิดหาทางรับมือ
หญิงอย่างหลิวเม่ยไม่รู้จักคำว่าค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่จะดูดกลืนจนเหือดแห้งไปในครั้งเดียว!
หากตนต้องประลองฝีมือกับนางจริง ๆ ก็คงต้องแท่งเหล็กถูจนเป็นเข็มแน่
ไม่ได้ ไม่อาจนั่งรอให้ถูกบีบได้!
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องรีบสืบให้แน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลินเฟิงเหมียนรู้จักคนในสำนักหยกเซียนไม่มาก ที่นึกออกก็มีแค่เฉินชิงเยี่ยนกับเซี่ยอวิ๋นซี
แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับหลิวเม่ย เฉินชิงเยี่ยนอาจไม่บอกความจริงทั้งหมดแก่ตน ต้องเป็นเซี่ยอวิ๋นซีเด็กสาวคนนั้นสิ
คิดถึงนี่ หลินเฟิงเหมียนก็ลุกขึ้นเดินจากไปอย่างรีบเร่ง
เซี่ยกุ้ยมองหลังเขา ในใจสู้รบกันราวกับเทพมาร ดูเหมือนกำลังลังเลอะไรอยู่
ดังที่หลินเฟิงเหมียนคิดไว้ เขาก็ตระหนักถึงความผิดปกติของสำนักหยกเซียนเช่นกัน
เซี่ยกุ้ยเดิมฝึกฝนรุดหน้าไปเร็ววันละพันลี้ เมื่อพบความผิดปกติ จึงตั้งใจชะลอการฝึกฝนลง
เขาเคยบอกใบ้เตือนเซี่ยซวิ่นแล้ว แต่น่าเสียดายที่เซี่ยซวิ่นหมกมุ่นในกามารมณ์ ไม่ทันได้สังเกต
เซี่ยกุ้ยรู้จักนิสัยพี่ชายตนดี ไม่กล้าบอกความจริง เพราะกลัวเขาจะพลั้งปากนำภัยมาสู่ตัว
ไม่คิดเลยว่าเซี่ยซวิ่นจะถูกพาไปยังสำนักฝ่ายในที่ว่านั่นเร็วถึงเพียงนี้ และเมื่อไปแล้วก็ไร้ข่าวคราวใด ๆ
เซี่ยกุ้ยรอหลายวันแล้วก็ไม่ได้ข่าว รู้แก่ใจดี แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อ
ส่วนหลินเฟิงเหมียนที่พวกเขาเคยมองต่ำ ตอนนี้กลับดูลึกล้ำน่าเกรงขามนัก
เซี่ยกุ้ยแต่เดิมคิดจะมาหยั่งเชิงหลินเฟิงเหมียน ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันได้ลงมือ หลิวเม่ยก็ชิงลงมือก่อนเสียแล้ว
นี่ทำให้เซี่ยกุ้ยสิ้นหวัง หรือว่าแม้แต่เจ้านี่ก็ยากจะรอดจากเงื้อมือมารรึ?
บัดนี้ เขาไม่หวังให้หลินเฟิงเหมียนตาย กลับหวังยิ่งกว่าว่าหลินเฟิงเหมียนจะมีชีวิตอยู่ต่อไป!