อายุของจี้ยาเอ๋อร์ดูไม่น่าจะมากนัก
คาดว่าคงเพิ่งยี่สิบต้น ๆ
หยวนซู่ช่างเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อนโดยแท้
แต่เรื่องนี้ก็เป็นปกติ
ใครใช้ให้เขาเป็นอ๋องฉิวฉือเล่า?
อย่าว่าแต่ยุคโบราณเลย ต่อให้เป็นยุคปัจจุบัน ขอเพียงมีเงินมีอำนาจ ก็ยังกินหญ้าอ่อนได้เช่นเดิม
เมื่อเห็นอวิ๋นเจิงจ้องมองจี้ยาเอ๋อร์ จี้เหมี่ยวก็ลอบยินดีอยู่ในใจ รีบประจบว่า “ท่านอ๋อง ที่จริงบุตรีของกระหม่อมยังคงเป็นหญิงพรหมจรรย์พ่ะย่ะค่ะ...”
“ยังเป็นหญิงพรหมจรรย์?” อวิ๋นเจิงหันไปมองจี้เหมี่ยวด้วยความประหลาดใจ
เรื่องนี้ดูไม่น่าเป็นไปได้กระมัง?
จี้ยาเอ๋อร์นับเป็นหญิงงามคนหนึ่ง
หยวนซู่ไม่โปรดปรานนางหรือ?
หรือว่าหยวนซู่จะไม่ไหวแล้ว?
เมื่อเห็นอวิ๋นเจิงไม่เชื่อ จี้เหมี่ยวจึงรีบอธิบาย
แท้จริงแล้วจี้ยาเอ๋อร์อายุยังไม่ถึงยี่สิบ เพิ่งครบสิบแปดเมื่อไม่นานมานี้
เดิมทีจี้ยาเอ๋อร์จะถูกหมั้นหมายกับหลานชายของขุนนางคนหนึ่งในราชสำนัก ทว่าเพราะเหตุบังเอิญ หยวนซู่ได้พบกับนางเข้า จึงคิดรับนางเป็นพระชายา
คนตระกูลจี้ไม่กล้าขัดขืน ได้แต่จำต้องทำตาม
ผลคือจี้ยาเอ๋อร์เพิ่งเข้าวังได้ไม่กี่วัน ชายแดนก็มีข่าวร้ายส่งมามากมาย
หยวนซู่ยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน ไม่มีแก่ใจจะโปรดปรานจี้ยาเอ๋อร์
ดังนั้นจี้ยาเอ๋อร์จึงยังเป็นหญิงพรหมจรรย์
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะอย่างกระจ่างแจ้ง ก่อนเอ่ยชมว่า “นางเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง ลุกขึ้นเถิด!”
ได้ยินอวิ๋นเจิงชมจี้ยาเอ๋อร์ จี้เหมี่ยวก็ยิ่งยินดี รีบบอกบุตรีว่า “ยาเอ๋อร์ ท่านอ๋องให้เจ้าลุกขึ้นแล้ว ยังไม่รีบขอบพระคุณท่านอ๋องอีกหรือ?”
