“อย่าขยับ!”
“ข้าบอกว่าอย่าขยับ!”
“หากยังขยับซี้ซั้ว เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะโยนเจ้าลงจากม้า?”
“……”
ระหว่างทางกลับ เสิ่นลั่วเยี่ยนข่มขู่อวิ๋นเจิงมาตลอดทาง
อวิ๋นเจิงเมาสุรา เสิ่นลั่วเยี่ยนกลัวเขาจะพลัดตกจากหลังม้า จึงได้แต่ให้นั่งอยู่ด้านหน้าบนม้าของนาง
ทว่าอวิ๋นเจิงกลับอยู่นิ่งไม่เป็น ขยับไปมาไม่หยุด
ทั้งสองขี่ม้าตัวเดียวกัน อวิ๋นเจิงขยับเช่นนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัสถูกส่วนอ่อนไหวของเสิ่นลั่วเยี่ยน
เสิ่นลั่วเยี่ยนโกรธจนแทบคลั่ง แต่กลับทำอะไรอวิ๋นเจิงไม่ได้
เสิ่นลั่วเยี่ยนเองก็ดื่มสุราไปไม่น้อย ใบหน้าจึงแดงอยู่ก่อนแล้ว ยามนี้อวิ๋นเจิงยังถูไถไปมาบนกายนาง แก้มของนางพลันแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
เคราะห์ดีที่เป็นเวลากลางคืน เกาเหอและคนอื่น ๆ ถือคบเพลิงนำทางอยู่ด้านหน้า จึงมองไม่เห็นสีหน้าของนาง มิฉะนั้นนางคงอยากแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่
“ข้าน่าจะโยนเจ้าไว้ที่นั่น ให้เจ้านอนกับพวกเขาไปเสีย!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนบีบอวิ๋นเจิงอย่างแรงด้วยความแค้น แล้วเรียกเกาเหอที่อยู่ด้านหน้า “พาเขาไปนั่งม้าของพวกเจ้า!”
“พระชายา โปรดเมตตาข้าน้อยเถิด!”
เกาเหอหันกลับมาด้วยสีหน้าขมขื่น “ข้าน้อยก็ดื่มสุราไปไม่น้อย หากเผลอทำให้ท่านอ๋องตกม้า ชีวิตข้าน้อยคงหาไม่แล้ว……”
“พอแล้ว พอแล้ว!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนตัดบทเกาเหอ กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ตั้งใจนำทางให้ดี!”
เกาเหอราวกับได้รับอภัยโทษ รีบบังคับม้านำทางอยู่ด้านหน้า
โจวมี่หันกลับไป ส่งสายตาถามเกาเหอ
เกาเหอพยักหน้าเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าอย่าได้ยุ่งเรื่องนี้
โจวมี่เห็นดังนั้นก็เข้าใจในทันที
เป็นไปตามที่ตนคิดไว้จริง ๆ
องค์ชายหกแสร้งเมา!
โจวมี่กับเกาเหอติดตามอวิ๋นเจิงมานานที่สุด ทั้งสองย่อมพอรู้จักอวิ๋นเจิงอยู่บ้าง ท่าทางของเขาเหมือนกำลังแสร้งเมาไม่มีผิด!
