สองวันต่อมา อวิ๋นเจิงพาเย่จื่อกับเมี่ยวอินมุ่งหน้าไปยังเล่ออัน
หลังจากเกิดเหตุลอบสังหารระหว่างเดินทางคราวก่อน คราวนี้กองทหารองครักษ์ของอวิ๋นเจิงจึงระแวดระวังเป็นพิเศษ
ด้วยการคุ้มกันอย่างเข้มงวดของกองทหารองครักษ์ ตลอดทางจึงราบรื่นไร้เหตุอันตราย
“ใกล้ถึงหม่าอี้แล้วกระมัง?”
อวิ๋นเจิงเลิกม่านรถม้ามองออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง ก่อนสั่งเสิ่นควนว่า “สั่งการลงไป พักที่หม่าอี้หนึ่งวันแล้วค่อยออกเดินทาง”
เสิ่นควนเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่เสิ่นลั่วเยี่ยนฝึกฝนให้มาเป็นองครักษ์ของเขา
นับตั้งแต่อวิ๋นเจิงเดินทางมาถึงซั่วเป่ย เสิ่นควนก็อยู่ในกองทหารองครักษ์ของเขามาโดยตลอด
บัดนี้ถงกัง โจวมี่ เกาเหอ และคนอื่น ๆ ล้วนถูกส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว
เสิ่นควนจึงรักษาการตำแหน่งผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์ของเขา
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เสิ่นควนรับคำสั่ง
“ไม่ต้องเสียเวลาเลย”
เย่จื่อรู้ว่าอวิ๋นเจิงเป็นห่วงว่านางจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล จึงเม้มปากกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร ตั้งครรภ์ได้ไม่นานเท่าไรเอง มิได้ท้องโตอย่างลั่วเยี่ยนเสียหน่อย”
“พักสักวันเถิด!”
อวิ๋นเจิงกุมมือเย่จื่อ “เจ้ากำลังตั้งครรภ์ เดินทางขรุขระมาตลอดทาง ควรพักผ่อนให้ดีสักหน่อย พวกเราจะแวะเที่ยวหม่าอี้ด้วย ดูว่ามีพ่อค้าข้าวเดินทางมาถึงมากน้อยเพียงใดแล้ว”
เดิมทีเขาไม่อยากให้เย่จื่อตามมาด้วย
แต่เพราะการเดินทางครั้งนี้อาจต้องไปด่านเป่ยลู่เพื่อรับเสด็จ เย่จื่อจึงยืนกรานจะตามมา
เย่จื่อบอกว่า ท้องของเสิ่นลั่วเยี่ยนใหญ่แล้ว จึงเดินทางไกลไม่ได้ แต่หากฮ่องเต้เหวินเสด็จมาซั่วเป่ยอีกครา นางไม่ตามไปถวายการรับเสด็จก็ดูไม่เหมาะสม
“อย่าตื่นเต้นไปนัก นางพ้นช่วงตั้งครรภ์ระยะแรกแล้ว มิได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดเสียหน่อย” เมี่ยวอินปรายตามองอวิ๋นเจิง ก่อนหยอกเย้าด้วยสีหน้าขบขัน “อีกอย่าง เรื่องที่ขรุขระยิ่งกว่านี้ท่านก็ทำมาไม่น้อยมิใช่หรือ!”
