เมื่อหารือกิจธุระเสร็จสิ้น เว่ยเหวินจงจึงสั่งให้คนนำอาหารมาให้ทุกคน
แม้จะเรียกว่าหรูหราไม่ได้ แต่ในฤดูกาลเช่นนี้ของซั่วเป่ย ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ระหว่างกินอาหาร ฉินชีหู่สนทนากับอวิ๋นเจิงอยู่หลายเรื่อง
แต่กล่าวโดยสรุปแล้ว มีเพียงประโยคเดียว
หากเป่ยหวนจู่โจมซั่วฟาง ก็จงยึดเมืองตั้งรับให้มั่น ไม่ว่าเป่ยหวนจะโห่ร้องยั่วยุเพียงใด ก็ห้ามออกจากเมืองไปรบ!
ทหารนาที่ซั่วฟางมีมากมาย ต่อให้สูงวัย อ่อนแอ หรือพิการ อย่างน้อยคงพอยกก้อนหินขว้างใส่ผู้บุกโจมตีได้กระมัง?
ขอเพียงไม่ออกจากเมืองไปรบ โอกาสที่เป่ยหวนจะยึดซั่วฟางได้ย่อมมีไม่มากนัก
อวิ๋นเจิงกับเสิ่นลั่วเยี่ยนต่างกล่าวขอบคุณคำเตือนของฉินชีหู่อยู่หลายครั้ง
ทว่าอวิ๋นเจิงตัดสินใจไว้แล้ว เขาไม่มีทางตั้งรับอยู่ในเมืองอย่างแน่นอน
หลังอาหาร เว่ยเหวินจงจัดให้ทุกคนพักผ่อนในจวน
เว่ยเหวินจงจัดห้องให้พวกเขาเพียงห้องเดียว เสิ่นลั่วเยี่ยนจึงจำต้องนอนร่วมกับอวิ๋นเจิง
พอเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอวิ๋นเจิง เสิ่นลั่วเยี่ยนก็รู้ว่าเจ้าคนสารเลวผู้นี้ต้องคิดเรื่องไม่ดีอยู่เป็นแน่
“ข้าบอกไว้ก่อน ยามนี้ข้ายังรู้สึกคลื่นไส้อยู่!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนถลึงตามองอวิ๋นเจิงอย่างดุดัน “หากเจ้ากล้าขยับซี้ซั้ว ข้าจะตัดมือเจ้าทิ้งเสีย!”
อวิ๋นเจิงยักไหล่ เอ่ยอย่างจนใจว่า “ดูสิ ข้าบอกแล้วว่าจะไม่เล่าให้พวกเจ้าฟัง แต่พวกเจ้ากลับดึงดันอยากรู้ พอรู้แล้วก็ย้อนมาโทษข้าเสียอีก เฮ้อ ชีวิตข้าช่างยากลำบากเหลือเกิน...”
“พอเลย!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนถลึงตามองเขา ก่อนขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเว่ยเหวินจงมีบางอย่าง...”
