เมื่อฟังวาจาเหน็บแนมของฮ่องเต้เหวิน อวิ๋นเจิงแทบอยากชูกำปั้นโตเท่ากระสอบทรายของตนขึ้นมา
นี่มันยอดฝีมือแห่งการพูดจาประชดประชันชัด ๆ!
ยังจะบอกว่าพวกเขาเสียมารยาทอีกหรือ?
ยังจะบอกว่าเสด็จมาถึงหน้าประตูเพื่อเชิญพวกเขาอีกหรือ?
นี่ไม่ใช่มาหาเรื่องเอาความกันหรอกหรือ?
“กระหม่อมมีความผิดพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นเจิงมองฮ่องเต้เหวินด้วยสีหน้าขมขื่น ก่อนอธิบายว่า “กระหม่อมทราบว่าเรือนคลื่นมรกตจัดเตรียมเสร็จแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้กระหม่อมกำลังทดลองทำบางอย่างกับจางซวี คิดว่าทำนอกวังจะสะดวกกว่า จึงตั้งใจจะรอให้ได้เค้าเสียก่อนแล้วค่อยย้ายเข้าไปในวังพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่ามาพูดเรื่องพวกนี้กับเจิ้น”
ฮ่องเต้เหวินถลึงตาใส่อวิ๋นเจิง “ในวังมีอะไรไม่สะดวก? หากจางซวีจะเข้าวัง หรือเจ้าจะออกจากวัง ยังจะมีใครกล้าขวางพวกเจ้าอีกหรือ?”
“ไม่สะดวกจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงจนปัญญา จึงอธิบายให้ฮ่องเต้เหวินฟังอีกครั้ง
แม้เรือนคลื่นมรกตจะไม่ได้อยู่ในเขตวังหลัง แต่ก็ยังอยู่ในวัง
หากอยู่นอกวัง จางซวีอยากพบเขา หรือเขาอยากพบจางซวี ก็เพียงควบม้าไปหาเท่านั้น
แต่หากอยู่ในวัง พวกเขาคงไม่อาจควบม้าคะนองไปทั่วได้กระมัง?
ยังมีอีกเรื่องที่อวิ๋นเจิงไม่ได้กล่าวออกไป
หากเขากับจางซวีทดลองบอลลูนลมร้อนในวัง เกรงว่าจะก่อความวุ่นวายขึ้นไม่น้อย
ถ้าบอลลูนลมร้อนทำให้ในวังโกลาหลไปหมด เรื่องคงสนุกใหญ่แล้ว
ฮ่องเต้เหวินครุ่นคิด ก่อนถามอย่างสงสัยว่า “เจ้ามัวแต่ไม่จัดการงานราชการ แล้วยังไปง่วนทำสิ่งใดกับจางซวีอีก?”
“เสด็จพ่อ สวรรค์เป็นพยาน!”
อวิ๋นเจิงร้องทุกข์อยู่ในใจ “แม้กระหม่อมจะไม่ได้เข้าประชุมขุนนางทุกวัน แต่งานราชการก็ดำเนินการอยู่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรู้ว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร”
