สามวันต่อมา อวิ๋นเจิงและคนอื่น ๆ ก็ย้ายเข้าเรือนคลื่นมรกตอย่างเป็นทางการ
สำหรับอวิ๋นเจิงแล้ว นี่นับเป็นการกลับมาเยือนสถานที่เก่าอีกครั้ง
เรือนคลื่นมรกตในยามนี้ใหญ่กว่าตอนที่เขาจากไปเมื่อก่อนถึงสองเท่า
แม้ขนาดของเรือนคลื่นมรกตจะเทียบไม่ได้กับตำหนักองค์รัชทายาท ทว่าภายในวังก็นับเป็นตำหนักขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
“ที่นี่คือสถานที่ซึ่งข้าเคยอาศัยอยู่”
อวิ๋นเจิงพาพระชายาและอนุภรรยาเดินเข้าไปในเรือนเก่าที่ปรับปรุงใหม่ ก่อนชี้ไปยังศาลาข้างสระน้ำ “เมื่อก่อนข้ามักนั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น...”
“เจ้าคงนั่งคิดหาวิธีเล่นงานผู้อื่นอยู่ตรงนั้นกระมัง?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนกับเมี่ยวอินหัวเราะคิกคักขึ้นพร้อมกัน
อวิ๋นเจิงหัวเราะเสียงดัง ทว่าภายในใจกลับทอดถอนใจเงียบ ๆ
เขาไม่ได้เคยนั่งคิดหาวิธีเล่นงานผู้อื่นอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
เจ้าของร่างเดิมต่างหากที่เคยนั่งอยู่ตรงนั้น เพื่อแสวงหาความสงบเพียงชั่วครู่
หากถูกรังแก ก็จะหาที่หลบไปร้องไห้
ในเรือนคลื่นมรกตแห่งนี้ มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่หลงเหลือเสียงหัวเราะของเขาไว้
หลังพาพวกนางเดินชมเรือนเก่ารอบหนึ่ง ทุกคนก็ไปดูบริเวณที่ต่อเติมใหม่ ถือโอกาสทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
ระหว่างทำความคุ้นเคยกับสถานที่ อวิ๋นเจิงก็หารือกับพวกนางว่าจะเพิ่มองครักษ์ลับไว้ตรงจุดใดบ้าง
แม้ที่นี่จะอยู่ในวัง แต่เรื่องความปลอดภัยก็ยังละเลยไม่ได้
เมื่อกำหนดจุดตั้งองครักษ์ลับเพิ่มเติมแล้ว อวิ๋นเจิงก็ตัดสินใจคัดทหารกล้าหนึ่งร้อยนายจากกององครักษ์ เลื่อนเป็นองครักษ์ลับโดยตรง ให้เป็นแนวป้องกันลับของเรือนคลื่นมรกตแห่งนี้
