หลังส่งหยวนฉงกับบุตรชายกลับไปแล้ว อวิ๋นเจิงก็พาเกาเหอมุ่งหน้าไปจวนจิ้งกั๋วกงทันที
เทียบเชิญที่เขาเขียนด้วยตนเอง ใบแรกย่อมต้องมอบให้สวีฉือฝู่!
สวีฉือฝู่เป็นท่านน้าขององค์ชายสาม!
ขอเพียงจัดการสวีฉือฝู่ได้ ยังต้องกังวลอีกหรือว่าจะไม่มีผู้อื่นมอบของขวัญให้?
“องค์ชาย มีคำพูดหนึ่ง ข้าน้อยไม่รู้ว่าควรกล่าวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ระหว่างทาง เกาเหอลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ยังเอ่ยปาก
“ว่ามาเถิด”
อวิ๋นเจิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
เกาเหอฝืนยิ้ม ก่อนกล่าวอย่างจริงจังว่า “องค์ชายเสด็จไปส่งเทียบเชิญถึงจวนจิ้งกั๋วกงด้วยพระองค์เอง ดูคล้ายหาเรื่องให้ผู้อื่นหยามหมิ่นพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ารู้ว่าพวกเขาดูแคลนข้า”
อวิ๋นเจิงถอนหายใจแสร้งทำเป็นเศร้าสร้อย ก่อนกล่าวเสียงแผ่วว่า “ข้าก็รู้ว่าพวกเขาคงไม่มาร่วมงาน แต่ขอเพียงข้าทำตามมารยาทของตนให้ครบถ้วนก็พอ...”
เกาเหอชะงักไปเล็กน้อย พลันเงียบเสียงลง
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงจวนจิ้งกั๋วกง
ยามนี้ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว
“องค์ชายหก?”
เมื่อทราบว่าอวิ๋นเจิงมาเยือน คนในครอบครัวสวีฉือฝู่ต่างชะงักงันไปครู่หนึ่ง
องค์ชายหกมาทำอะไร?
หรือจะมาขอขมา?
ต่อให้มาขอขมา ก็ควรไปจวนองค์ชายสามมิใช่หรือ!
มาที่นี่ทำไม?
“ไปเถิด ออกไปดู!”
แม้สวีฉือฝู่จะคิดไม่ออกเช่นกัน แต่ก็ยังเรียกคนในบ้านให้ออกไปรับแขก
ถึงพวกเขาจะดูแคลนอวิ๋นเจิงเพียงใด อวิ๋นเจิงก็ยังเป็นองค์ชายหก
องค์ชายหกมาเยือน หากไม่ออกไปรับ ก็เท่ากับดูหมิ่นราชวงศ์!
“ถวายคำนับองค์ชายหก!”
สวีฉือฝู่พาคนในครอบครัวมาถึงหน้าประตู จำต้องคำนับอวิ๋นเจิง
เขาเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ทั้งตัวเขาและคนในครอบครัวไม่จำเป็นต้องคุกเข่าคารวะอวิ๋นเจิง
แต่ถึงจะเพียงก้มกายคำนับ ก็ยังทำให้เขารู้สึกราวกับถูกหยามหมิ่น
“จิ้งกั๋วกงไม่ต้องมากพิธี”
อวิ๋นเจิงยิ้มอย่าง “ขวยเขิน” ก่อนกล่าวเข้าเรื่องทันทีว่า “ข้ามาส่งเทียบเชิญให้จิ้งกั๋วกง”
