จวนหยวน
“อะไรนะ?”
หยวนฉงผุดลุกขึ้นยืน ก่อนเตะหยวนกุยล้มลงกับพื้นอย่างแรง แล้วตวาดลั่น “เดรัจฉาน! เจ้ากล้าผลักองค์ชายหกตกม้าเชียวหรือ ไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือไร?”
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ผลักเขาตกม้าจริง ๆ นะ!”
หยวนกุยนอนร้องไห้อยู่บนพื้น “เห็นชัด ๆ ว่าเขาตกลงไปเอง!”
“เหลวไหล!”
หยวนฉงเดือดดาล “ถ้าเจ้าไม่ได้ผลักเขาตกม้า แล้วจะหัวเราะทำไม?”
“ข้า...”
หยวนกุยชะงักไปเล็กน้อย ในใจร่ำร้องว่าตนถูกใส่ความ
“นายท่าน อย่าเพิ่งโมโหไปเลย!”
มารดาหยวนก้าวเข้ามา พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ก็แค่องค์ชายหกที่ไร้ประโยชน์มิใช่หรือ ต่อให้กุยเอ๋อร์จงใจผลักเขาตกม้าแล้วจะเป็นไรไป? ฝ่าบาทคงจำพระโอรสผู้นี้ไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ จะทรงลงโทษเพราะเจ้าคนไร้ประโยชน์นี่...”
เพียะ!
มารดาหยวนยังพูดไม่ทันจบ หยวนฉงก็ตบหน้าเข้าอย่างแรง
หยวนฉงจ้องฮูหยินเอกเขม็ง ก่อนตวาดว่า “องค์ชายหกคิดแต่จะไปชายแดนเพื่อแสวงหาความตาย บัดนี้ฝ่าบาทกำลังทรงห่วงใยพระโอรสที่พระองค์ทรงหลงลืมมานาน เจ้ากลับมาบอกข้าว่าไม่มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“อะไรนะ?”
สีหน้ามารดาหยวนแปรเปลี่ยนฉับพลัน ถึงกับลืมความเจ็บปวดบนใบหน้าไปเสียสนิท “เช่น...เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี? หากฝ่าบาททรงทราบเข้า จะทรงประหารกุยเอ๋อร์หรือไม่?”
มารดาหยวนลนลานจนเสียขวัญ ไม่เหลือความสงบนิ่งอย่างก่อนหน้าอีกแล้ว
“ทำอย่างไรหรือ? ยังจะทำอย่างไรได้อีก?”
หยวนฉงมองบุตรชายอย่างขุ่นเคือง แล้วกล่าวด้วยโทสะว่า “ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ แล้วไปเตรียมของกำนัลชั้นดีพร้อมกับข้า เพื่อไปขอขมาองค์ชายหก!”
“ขอรับ...ขอรับ...”
หยวนกุยรีบลุกขึ้นอย่างลนลาน
ไม่นาน สองพ่อลูกก็พากันถือของกำนัลมุ่งหน้าไปยังจวนองค์ชายหก
