หลังจากเดินตามพ่อเฒ่าบาจาไปทั่วเผ่าอยู่พักหนึ่ง เจียเหยาก็กลับเข้ากระโจม
“เมื่อครู่ข้าให้พ่อเฒ่าบาจาพาคนในเผ่าของเขาก่อการกบฏต่อแคว้นต้าเฉียนแล้ว!”
เจียเหยาเพิ่งนั่งลงก็พูดกับอวิ๋นเจิงอย่างไม่ปิดบัง
บัดนี้นางเข้าใจเรื่องต่าง ๆ กระจ่างแล้ว
มีเรื่องใดก็พูดกับอวิ๋นเจิงตรง ๆ ดีกว่าปิดบังซ่อนเร้น
เดิมทีนางก็ไม่คิดก่อกบฏ หากยังปิดบังซ่อนเร้น เมื่ออวิ๋นเจิงรู้ว่านางพูดอะไรกับพ่อเฒ่าบาจาเข้า ก็มีแต่จะทำให้ตนเองและคนในเผ่านี้เดือดร้อน
นางเชื่อว่าหากพูดออกมาตรง ๆ อวิ๋นเจิงย่อมไม่เอาความ
พ่อเฒ่าบาจาที่ตามเข้ามาได้ยินคำพูดของเจียเหยา ก็ทรุดก้นลงกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เมี่ยวอินเองก็ถูกคำพูดที่จู่ ๆ เจียเหยาก็เอ่ยขึ้นทำให้ตะลึง นางมองเจียเหยาอย่างไม่อยากเชื่อ
อวิ๋นเจิงกลับไม่เป็นไร เพียงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถามด้วยรอยยิ้มว่า “เขาไม่ตอบตกลงหรือ?”
“อืม”
เจียเหยาพยักหน้าเบา ๆ
“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”
อวิ๋นเจิงมิได้กริ้ว กลับเงยหน้าขึ้นยิ้มให้พ่อเฒ่าบาจา “อย่ากลัวไปเลย ข้าไม่เอาความพวกเจ้าหรอก!”
“ขะ...ขอบพระทัยท่านอ๋อง!”
พ่อเฒ่าบาจาพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วคุกเข่าโขกศีรษะคำนับ
“พอแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถิด!”
อวิ๋นเจิงห้ามพ่อเฒ่าบาจาไว้ พลางโบกมือให้เขาเบา ๆ
พ่อเฒ่าบาจาราวกับได้รับอภัยโทษ รีบถอยออกจากกระโจมไป
เมื่อพ่อเฒ่าบาจาออกไปแล้ว อวิ๋นเจิงจึงถามเจียเหยา “เจ้ากำลังทดสอบบางอย่างอยู่ใช่หรือไม่?”
“ใช่!”
เจียเหยาพยักหน้าเบา ๆ “ข้าอยากดูว่าพวกเขายังมีใจให้เป่ยหวนอยู่หรือไม่ ที่สำคัญคืออยากรู้ว่าเมื่อพวกเขาเคยชินกับชีวิตสงบสุขแล้ว ยังยินดีทำศึกหรือไม่...”
เผ่าของพ่อเฒ่าบาจาเป็นภาพย่อของทุกเผ่าที่อพยพเข้ามาอยู่ในแคว้นต้าเฉียน
