ยามค่ำ พวกเขาหาโรงเตี๊ยมใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองเกากวนเข้าพัก
เมืองเกากวนอยู่ห่างจากเมืองกานถัง ที่ว่าการมณฑลหมินโจวเกือบสองร้อยลี้ ด้วยความเร็วในยามนี้ คาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกสามถึงสี่วันกว่าจะไปถึง
อวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอินต่างคุ้นชินกับการขี่ม้า ครั้นต้องมานั่งรถม้าเช่นนี้ จึงรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ายังไม่มืด พวกเขาก็ออกจากโรงเตี๊ยมอีกครั้ง ตั้งใจจะเดินเที่ยวชมเมืองตามอำเภอใจ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะภัยลมวสันต์เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิหรือไม่ ความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองเกากวนดูทรุดโทรมไม่น้อย เมื่อมองไปตามถนนก็ไม่เห็นภาพคึกคัก ทั้งยังพบเห็นผู้คนในเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งอยู่เป็นระยะ
ยามนี้ก็ไม่เช้าแล้ว ทว่าสินค้าหน้าแผงของพ่อค้าแม่ค้าหลายรายยังขายไม่หมด
แม้แต่หอนางโลมที่ควรคึกคักในยามนี้ก็ดูเงียบเหงาอยู่บ้าง หญิงคณิกาพยายามเชื้อเชิญลูกค้าอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีผู้มาใช้บริการไม่มากนัก
อวิ๋นเจิงเห็นมาโดยตลอดว่า ความรุ่งเรืองหรือซบเซาของหอนางโลมสามารถใช้วัดสภาพเศรษฐกิจของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
หากหอนางโลมในท้องถิ่นแห่งหนึ่งแทบไม่มีคนมาใช้บริการ สภาพเศรษฐกิจของที่นั่นก็น่าจะย่ำแย่
เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของเมืองเกากวนในยามนี้เป็นเช่นนั้น
อวิ๋นเจิงเดินทอดน่องไปทั่ว ก่อนถามเมี่ยวอินเสียงเบาว่า “เจ้าว่าเถียนหงกอบโกยทรัพย์สินในหมินโจวไปมากหรือไม่?”
“เจ้าคิดจะยึดทรัพย์เถียนหงหรือ?”
เมี่ยวอินไหนเลยจะไม่เข้าใจความคิดของอวิ๋นเจิง
“เข้าใจข้าจริง ๆ!”
