เพราะเป็นหวัด อวิ๋นเจิงจึงหมกตัวอยู่ในห้องถึงสองวัน
เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ สองวันนี้ ภายนอกกลับเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
สุดสายตาเห็นแต่โลกสีขาวโพลนที่ปกคลุมด้วยหิมะ
ในจวนมีคนคอยกวาดหิมะ จึงยังมองไม่ออกนัก
แต่พอก้าวออกจากประตูจวนอ๋อง หิมะที่ทับถมกันก็แทบจะกลบข้อเท้า
“อากาศบ้าบอนี่เปลี่ยนเร็วเกินไปแล้วกระมัง?”
อวิ๋นเจิงวางม่านรถม้าลง ก่อนหันไปมองเสิ่นลั่วเยี่ยนข้างกายด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
เขาเองก็ไม่อยากนั่งรถม้าที่เชื่องช้าเช่นกัน
ทว่าเพิ่งหายดี ทุกคนต่างไม่ยอมให้เขาขี่ม้าฝ่าลมฝ่าหิมะ เกรงว่าคนร่างกายอ่อนแออย่างเขาจะล้มป่วยอีกครา
“มิเช่นนั้นจะเรียกว่าซั่วเป่ยได้อย่างไร?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนเหลือบมองเขา ก่อนตำหนิว่า “บอกให้พักผ่อนอีกสองวันก็ไม่ยอม หากล้มป่วยอีก คนที่ต้องทนทุกข์ก็คือตัวเจ้าเอง”
“ช้าหรือเร็วก็ต้องปรับตัวให้ชินกับอากาศบ้าบอนี่อยู่ดี”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้าพลางยิ้ม แล้วถามต่อว่า “พวกเจ้าส่งคนไปดูแถวแม่น้ำไป๋สุ่ยแล้วหรือยัง?”
“ไปดูมาแล้ว”
เสิ่นลั่วเยี่ยนตอบว่า “แม่น้ำไป๋สุ่ยยังไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ข้าถามคนมาหลายคน ทุกคนล้วนบอกว่า หากน้ำแข็งในแม่น้ำไป๋สุ่ยจะหนาพอให้ม้าวิ่งข้ามได้ อย่างไรก็ต้องราวหนึ่งเดือน...”
แม้ยามนี้ซั่วเป่ยจะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ แต่แม่น้ำไป๋สุ่ยเป็นแม่น้ำที่มีกระแสน้ำไหล จึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะกลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด
สิ่งที่อวิ๋นเจิงกังวลคือ เมื่อชั้นน้ำแข็งในแม่น้ำไป๋สุ่ยหนาพอให้ม้าวิ่งข้ามได้ เป่ยหวนอาจเลี่ยงเมืองพิทักษ์ชายแดนสองแห่งที่อยู่หน้าสุดของซั่วเป่ย แล้วบุกเข้าซั่วเป่ยจากที่อื่น
