ศึกโจมตีและตั้งรับอันดุเดือดยังคงดำเนินต่อไป
ยามนี้โหลวอี้กับอวี้ไท่ไม่ต่างจากนักพนัน
ทุกครั้งพวกเขาล้วนเดิมพันว่า หากส่งคนขึ้นไปเพิ่มอีกหลายพัน ทัพเป่ยฝู่ย่อมต้านไม่ไหว
ทว่าทุกครั้งที่โหมโจมตี ทัพเป่ยฝู่ก็ล้วนสกัดเอาไว้ได้
พวกเขาคิดยอมแพ้นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังทำใจไม่ได้
หากยอมถอยในยามนี้ คนที่สละชีวิตไปก่อนหน้าก็แทบเท่ากับตายเปล่า
แม้ทัพเป่ยฝู่จะมีผู้บาดเจ็บล้มตายเช่นกัน แต่ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าความสูญเสียของทัพเป่ยฝู่ย่อมน้อยกว่าพวกเขามาก
“องค์ชาย พวกเราจะสู้เช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว! หากยังรบต่อ คนของเราคงตายจนหมด!”
ครานี้ ผู้ที่เกลี้ยกล่อมโหลวอี้มิใช่อวี้ไท่ แต่เป็นแม่ทัพของแคว้นต้าเยวี่ย นามว่าคู่ฉา
โหลวอี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแห่งแคว้นต้าเยวี่ยมานานแล้ว ทั้งยังมีบารมีในกองทัพอย่างยิ่ง
ที่ผ่านมา คู่ฉาปฏิบัติตามคำสั่งของโหลวอี้อย่างเด็ดขาดมาโดยตลอด
แต่ครานี้เขาจำต้องลุกขึ้นคัดค้านโหลวอี้
ความสูญเสียของพวกเขาหนักหนาเกินไป!
บัดนี้ นอกกำแพงเมืองที่ทอดกระจัดกระจายอยู่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยซากศพ
คนของพวกเขาถึงกับเหยียบซากศพปีนขึ้นกำแพงเมืองที่มิได้สูงนัก เข้าไปต่อสู้ประชิดตัวกับกองทัพศัตรูได้
แต่การโจมตีของพวกเขาก็ถูกฝ่ายศัตรูตีโต้กลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า
นี่มันส่งทหารของแคว้นต้าเยวี่ยไปตายชัด ๆ!
คู่ฉากังวลยิ่งนัก หากรบต่อไปเช่นนี้ เหล่าทหารของพวกเขาอาจก่อกบฏ
“แล้วอย่างไร?”
โหลวอี้มองคู่ฉาด้วยแววตาเย็นเยียบ ก่อนตวาดอย่างเดือดดาล “เจ้าบอกเปิ่นหวังมาซิ หากไม่รบเช่นนี้แล้วควรรบอย่างไร? หากพวกเราถอยทัพยามนี้ ศัตรูก็จะเก็บกวาดซากศพที่กองพะเนินเหล่านั้นจนหมดทันที ถึงเวลานั้นเราจะปีนขึ้นกำแพงเมืองของศัตรูได้อย่างไร?”
เหลวไหล!
เขาอยากรบเช่นนี้นักหรือ?
เขาอยากใช้ชีวิตคนไปถมให้เต็มหรือ?
